วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

รูปแบบและกลยุทธ์ของการบำรุงรักษา


             การบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์หมายถึงการปฏิบัติทั้งหมดที่กระทำต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายให้กลับคืนสู่ภาพการใช้งานได้ดีตามกำหนด หรือรักษาให้เครื่องจักรและอุปกรณ์อยู่ในสภาพที่ดี หรือป้องกันมิให้เครื่องจักรและอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย หรือปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้แข็งแรงและคงทนมากขึ้น ดูแลรักษาง่ายขึ้น หรือต้องดูแลรักษาน้อยลง ซึ่งจะเห็นได้ว่าการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์สามารถทำได้หลายรูปแบบเพื่อให้เป็นไปตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น ดังนั้นเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบำรุงรักษา และป้องกันความสับสนที่จะเกิดขึ้น จึงนิยมจำแนกกิจกรรมของการบำรุงรักษาทั้งหมดออกเป็นรูปแบบหรือประเภทต่างๆ


              นอกจากนี้รูปแบบของการบำรุงรักษาที่เหมาะสมสำหรับชิ้นส่วนหรือชุดส่วนประกอบแต่ละส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์แต่ละชนิดและแบบยังแตกต่างกัน รวมถึงการจัดการงานบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งหมดของโรงงานยังสามารถทำได้หลายลักษณะ ดังนั้นกลยุทธ์หรือวิธีการหลักที่จะนำไปสู่วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการจัดการงานบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์จึงถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญต่อมาจากการทำความเข้าใจรูปแบบของการบำรุงรักษา ซึ่งจะต้องทำการศึกษาให้ถ่องแท้เสียก่อนที่จะไปพิจารณาขั้นตอนในการดำเนินงานบำรุงรักษา
ต่อไป


รูปแบบของการบำรุงรักษา
              รูปแบบหรือประเภทของการบำรุงรักษานิยมจำแนกตามลักษณะของงานบำรุงรักษาที่กระทำต่อเครื่องจักรกลและอุปกรณ์หรือตามผลที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ ซึ่งโดยทั่วไปจำแนกออกเป็น 3 กลุ่มตามที่แสดงในรูปที่ 4.1 คือ
              1. การบำรุงรักษาแก้ไข ( corrective maintenance ) หรือการบำรุงรักษาหลังเหตุขัดข้อง ( breakdown maintenance ) หรือการใช้งานจนเกิดเหตุขัดข้องหรือชำรุดเสียหายแล้วค่อยทำการซ่อม ( run-to-failure หรือ operate-to-breakdown maintenance )
 
รูปที่ 4.1 รูปแบบของการบำรุงรักษา 
              2. การบำรุงรักษาป้องกัน ( preventive maintenance ) เป็นการบำรุงรักษาที่กระทำต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรและอุปกรณ์เสื่อมสภาพหรือชำรุดเสียหาย หรือเพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ดี ซึ่งเป็นการดำเนินงานที่ทำเป็นประจำ ( routine maintenance ) และสามารถกำหนดแผนการดำเนินงานล่วงหน้าได้ ( scheduled maintenance )


              3. การบำรุงรักษาปรับปรุง ( improvement maintenance ) เป็นการบำรุงรักษาที่กระทำต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อปรับปรุงให้เครื่องจักรและอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายมีความแข็งแรงคงทนมากขึ้นจนไม่เกิดการชำรุดเสียหายในลักษณะเดิมอีก หรือให้มีอายุการใช้งานยืนยาวมากขึ้น หรือเพื่อปรับปรุงให้เครื่องจักรและอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์สามารถดูแลรักษาได้ง่ายขึ้นหรือให้มีการดูแลรักษาน้อยลง


การบำรุงรักษาแก้ไข
              แนวคิดและแนวทางในการดำเนินการบำรุงรักษาแก้ไขหรือการบำรุงรักษาหลังเหตุขัดข้องก็คือการปล่อยให้เครื่องจักรและอุปกรณ์ทำงานจนกระทั่งเกิดการชำรุดเสียหาย และจะทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยน ชิ้นส่วนหรือเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายก็ต่อเมื่อเกิดปัญหาที่แน่ชัดขึ้นแล้ว เช่น การแตกหัก หรือการสึกหรอของชิ้นส่วนจนเครื่องจักรและอุปกรณ์ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป เป็นต้น สำหรับการบำรุงรักษาแก้ไขนี้ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ( ดูรูปที่ 4.2 )คือ การบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่ไม่มีแผน ( unplanned corrective maintenance )หมายถึงการบำรุงรักษาที่กระทำต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีการชำรุดเสียหายโดยไม่มีการกำหนดไว้ล่วงหน้า และการบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่มีแผน ( planned corrective maintenance ) หมายถึงการบำรุงรักษาที่กระทำต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีอาการหรือสิ่งบ่งบอกถึงการชำรุดเสียหายที่จะเกิดขึ้นแต่ยังสามารถใช้งานต่อไปได้อีกระยะหนึ่งที่เพียงพอในการวางแผนและเตรียมการบำรุงรักษา เพื่อทำการแก้ไขก่อนที่การชำรุดเสียหายจะเกิดขึ้นจนกระทั่งต้องหยุดเครื่องจักรและอุปกรณ์ดังกล่าว
              รูปที่ 4.2 ชนิดของการบำรุงรักษาแก้ไข
           ข้อได้เปรียบของการบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่ไม่มีแผนจะใช้ได้ดีกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่การหยุดของเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆไม่มีผลต่อการผลิต โดยการชำรุดเสียหายของชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ไม่ทำให้ชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องอื่นชำรุดเสียหายไปด้วย และใช้กับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีลักษณะของการชำรุดเสียหายที่เกิดขึ้นไม่แน่นอนหรือไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด รวมทั้งไม่มีเวลาเตือนหรืออาการที่บ่งบอกล่วงหน้าถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นด้วย

              ส่วนข้อเสียเปรียบของการบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่ไม่มีแผนก็คือ หน่วยงานบำรุงรักษาต้องปฏิบัติงานซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์โดยไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะดำเนินงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ใดและอย่างไร จึงเปรียบเสมือนกับเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นตัวควบคุมการทำงานของหน่วยงานบำรุงรักษา และหากเป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีผลโดยตรงต่อการผลิต และถ้าเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นมีการชำรุดเสียหายโดยไม่รู้ล่วงหน้าก็จะทำให้การผลิตต้องหยุดโดยไม่รู้ล่วงหน้าตามไปด้วย ซึ่งก็จะเป็นผลให้มีการสูญเสียรายได้จากการผลิต และในบางกรณีก็อาจมีการสูญเสียวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ยังค้างอยู่ในกระบวนการผลิตในขณะที่เครื่องจักรและอุปกรณ์ชำรุดเสียหายไปด้วย นอกจากนี้ความต้องการในการสำรองอะไหล่เพื่อเตรียมไว้ซ่อมแซมเครื่องจักรและอุปกรณ์มักจะสูงตามไปด้วย เนื่องจากเมื่อมีการชำรุดเสียหายเกิดขึ้นก็ต้องการที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้งแนวโน้มของอะไหล่ที่สำรองไว้จะกลายเป็นอะไหล่ที่ไม่ได้ใช้งาน ( dead stock ) ในอนาคตก็มีมากขึ้นด้วย เนื่องจากเหตุผลเดียวกันข้างต้น

              เมื่อพิจารณาถึงแนวความคิด ข้อได้เปรียบ และข้อเสียเปรียบของการบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่ไม่มีแผนแล้ว จะเห็นว่าเป็นรูปแบบของการบำรุงรักษาที่ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ควรนำไปใช้กับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีข้อได้เปรียบและมีลักษณะเฉพาะที่ชัดเจนตามที่ได้อธิบายไว้แล้วข้างต้นเท่านั้น ซึ่งถ้านำไปใช้กับเครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งหมดของโรงงานแล้ว ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาสูงทั้งค่าใช้จ่ายทางตรง ( ได้แก่ ค่าแรงงาน ค่าอะไหล่ ค่าวัสดุ และอื่นๆ ) และค่าใช้จ่ายทางอ้อม ( ได้แก่ ค่าสูญเสียรายได้จากการผลิต )  ส่วนพนักงานซ่อมบำรุงก็จะมีงานล้นมือ มีการทำงานล่วงเวลาเกือบตลอดเวลา ต้องเผชิญกับงานซ่อมเร่งด่วนแทบทุกวัน และอาจถึงขนาดที่ต้องทิ้งงานเร่งด่วนที่กำลังทำอยู่ไปทำงานที่เร่งด่วนมากกว่า  นอกจากนี้ยังพบว่าโรงงานที่ใช้หรือเน้นไปที่การบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่ไม่มีแผนเป็นหลักมักมีความพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาโดยการใช้อะไหล่ที่มีราคาถูก และการจ้างแรงงานที่ไม่มีประสบการณ์แต่ค่าจ้างถูก ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวแทนที่จะได้ผลตามที่ต้องการ แต่กลับเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้หนักขึ้นไปอีก

              สำหรับการบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่มีแผนนั้น จะดำเนินการได้ก็ต่อเมื่อเครื่องจักรและอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์มีลักษณะของการชำรุดเสียหายที่มีเวลาเตือนหรืออาการที่บ่งบอกก่อนที่จะเกิดการชำรุดเสียหายจนไม่สามารถใช้งานได้ต่อไปหรือเกิดการชำรุดเสียหายที่จะทำให้ชิ้นส่วนหรืออุปกรณ์อื่นชำรุดเสียหายไปด้วย และจำเป็นจะต้องมีการตรวจสอบสภาพของชิ้นส่วนหรือเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่คาดว่าจะมีการชำรุดเสียหายเป็นระยะๆเพื่อดูว่าชิ้นส่วนหรือเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆมีอาการหรือสิ่งบ่งบอกว่าได้เกิดการชำรุดเสียหายขึ้นแล้วหรือไม่ โดยการตรวจสอบสภาพดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นการบำรุงรักษาอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่าการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมซึ่งจะได้อธิบายในรายละเอียดต่อไปแต่เมื่อการตรวจสภาพพบว่ามีอาการหรือสิ่งบ่งบอกว่าได้เกิดการชำรุดเสียหายเกิดขึ้นแล้ว การปฏิบัติต่อเครื่องจักรเพื่อแก้ไขเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ชำรุดเสียหายให้กลับสู่สภาพการใช้งานได้ดีตามเดิมโดยมีการเตรียมความพร้อมในด้านบุคลากร อะไหล่ และเครื่องมือ ไว้ล่วงหน้า รวมทั้งมีการกำหนดเวลาที่จะทำการบำรุงรักษาที่จะไม่กระทบกระเทือนต่อการผลิตหรือให้มีผลกระทบน้อยที่สุดนั้น    ก็จะเรียกว่าการบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่มีแผน ซึ่งข้อได้เปรียบของการบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่มีแผนนี้ก็คือเวลาที่ใช้ในการซ่อมแซมก็จะลดลงเนื่องจากมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า และการสูญเสียรายได้จากการผลิตก็จะลดลง หรืออาจจะไม่มีเลยก็เป็นไปได้หากมีการจัดจังหวะเวลาการซ่อมที่ไม่ให้กระทบกระเทือนต่อการผลิตเป็นผลให้ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์โดยรวมลดลง และถือได้ว่าหน่วยงานบำรุงรักษาเป็นผู้ควบคุมเครื่องจักรหรือสามารถให้เครื่องจักรหยุดทำงานได้ตามที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้า ไม่ได้ให้เครื่องจักรควบคุมหน่วยงานบำรุงรักษาหรือเครื่องจักรและอุปกรณ์จะชำรุดเสียหายเมื่อใดก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ดังเช่นในกรณีของการบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่ไม่มีแผน นั่นก็คือเมื่อใดที่เครื่องจักรและอุปกรณ์ชำรุดเสียหายจนจำเป็นต้องหยุด หน่วยงานบำรุงรักษาก็จะต้องมาทำการซ่อมแซมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะเป็นวันและเวลาใดก็ตาม

การบำรุงรักษาป้องกัน
             แนวความคิดและแนวทางในการดำเนินการบำรุงรักษาป้องกันที่ปฏิบัติต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์หรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ ก็คือข้อขัดข้องที่จะนำไปสู่การชำรุดเสียหายของเครื่องจักรและอุปกรณ์สามารถที่จะป้องกันได้ จึงเป็นการดำเนินงานก่อนที่จะเกิดปัญหาหรือข้อขัดข้องกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ และจะเป็นการดำเนินงานในขณะที่เครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆยังใช้งานได้ดีตามกำหนด การบำรุงรักษาป้องกันยังสามารถแบ่งตามผลที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ออกได้เป็น 2 ชนิด ( ดูรูปที่ 4.3 ) คือ การบำรุงรักษาป้องกันทางตรง ( direct preventive maintenance ) และการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อม ( indirect preventive maintenance ) 
 
 รูปที่ 4.3 ชนิดของการบำรุงรักษาป้องกัน

              การบำรุงรักษาป้องกันทางตรงก็คือกิจกรรมการบำรุงรักษาที่มีผลโดยตรงต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ ได้แก่ การปรับตั้ง การหล่อลื่น การทำความสะอาดและการเปลี่ยนชิ้นส่วน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าแน่นอนโดยไม่คำนึงถึงสภาพที่เป็นอยู่ของเครื่องจักรและอุปกรณ์ในขณะที่ดำเนินการตัวอย่างเช่นในกรณีของการเปลี่ยนชิ้นส่วนหรือสารหล่อลื่น เมื่อครบกำหนดระยะเวลาก็จะทำการเปลี่ยนชิ้นส่วนหรือสารหล่อลื่นนั้นๆเลยโดยไม่คำนึงว่าชิ้นส่วนหรือสารหล่อลื่นนั้นยังอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ต่อไปอีกหรือไม่ ซึ่งช่วงระยะเวลาที่กำหนดให้ดำเนินการก็จะเป็นช่วงเวลาที่คาดว่าจะต้องดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องจักรและอุปกรณ์ชำรุดเสียหายหรือเพื่อเปลี่ยนก่อนที่ชิ้นส่วนหรือสารหล่อลื่นจะชำรุดเสียหายหรือเสื่อมสภาพ ดังนั้นจึงนิยมที่จะเรียกการบำรุงรักษาทางตรงนี้อีกชื่อหนึ่งว่าการบำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่แน่นอน ( fixed time maintenance ) สำหรับการกำหนดรายละเอียดของการบำรุงรักษาทางตรงหรือการบำรุงรักษาตามกำหนดเวลาแน่นอนนั้น ผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์จะเป็นผู้กำหนดจากมาตรฐานที่ใช้อ้างอิงต่างๆและประสบการณ์ของผู้ผลิตโดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากสภาวะการใช้งานและสภาพแวดล้อมทั่วไป ซึ่งผู้ใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆจำเป็นจะต้องนำเอารายละเอียดของการบำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่แน่นอนดังกล่าวมาพิจารณาปรับปรุงให้สอดคล้องสภาวะการใช้งานและสภาพแวดล้อมของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เป็นจริง ทั้งในส่วนของรายละเอียดของกิจกรรมและส่วนของช่วงระยะเวลาที่จะต้องดำเนินการ 

              การบำรุงรักษารูปแบบนี้จะเหมาะสมกับเครื่องจักรและอุปกรณ์รวมถึงชิ้นส่วนและสารหล่อลื่นของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีลักษณะของการชำรุดเสียหายที่เกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอนหรือพอคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด และไม่มีเวลาเตือนหรืออาการบ่งบอกล่วงหน้าถึงการชำรุดเสียหายที่จะเกิดขึ้น เช่น สปริง และหลอดไฟฟ้า เป็นต้น แต่อย่างไรก็ตามชิ้นส่วนหรือสารหล่อลื่นของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีลักษณะของการชำรุดเสียหายที่เกิดขึ้นค่อนข้างแน่นอนและมีเวลาเตือนล่วงหน้าถึงการชำรุดเสียหายที่จะเกิดขึ้น ในหลายๆกรณีอาจเหมาะสมกับการบำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่แน่นอน เช่น ในกรณีของการตรวจสภาพไม่สามารถทำได้หรือทำได้ก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงไม่คุ้มกับการลงทุนหรือเป็นชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่สำคัญมีกำหนดการหยุดการทำงานที่แน่นอนทำให้ต้องมีการเปลี่ยนในช่วงทีเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นหยุดทำงานเป็นต้นข้อได้เปรียบของการบำรุงรักษาป้องกันทางตรงก็คือถ้าดำเนินการอย่างถูกต้องและอยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้วก็จะสามารถลดการสูญเสียรายได้จากการผลิตเนื่องจากต้องหยุดเครื่องจักรและอุปกรณ์ลงได้ เนื่องจากกิจกรรมของการบำรุงรักษาป้องกันทางตรงสามารถป้องกันหรือลดจำนวนการชำรุดเสียหายของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จะเกิดขึ้นโดยมิได้คาดหมายไว้ลงได้ นอกจากนี้กิจกรรมของการบำรุงรักษารูปแบบนี้ยังสามารถนำมาจัดทำเป็นแผนการบำรุงรักษาได้เป็นผลให้พนักงานของหน่วยงานบำรุงรักษามีงานเร่งด่วนและการทำงานล่วงเวลาที่น้อยลง รวมทั้งในบางกรณีอาจทำให้อายุการใช้งานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ยืนยาวขึ้นด้วย


              ข้อเสียของการบำรุงรักษาป้องกันทางตรงก็คือการกำหนดให้มีการดำเนินงานบำรุงรักษาตามระยะเวลาที่แน่นอนนั้น อาจเป็นการดำเนินการที่เร็วหรือช้าเกินไปก็ได้ทั้งนี้เนื่องจากอายุการใช้งานของชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เลือกใช้การบำรุงรักษารูปแบบนี้ แม้ว่าจะค่อนข้างแน่นอนก็ตามแต่ก็ยังคงมีการแปรผันไปตามปัจจัยต่างๆบ้าง ดังนั้นถ้าดำเนินการเร็วเกินไปหรือดำเนินการก่อนที่ชิ้นส่วนจะชำรุดเสียหายหรือสารหล่อลื่นที่ใช้จะเสื่อมสภาพจนไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไปก็จะเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย หรือถ้าดำเนินการช้าเกินไปเครื่องจักรและอุปกรณ์ก็อาจชำรุดเสียหายจนต้องหยุดทำงาน เป็นผลให้ต้องทำการบำรุงรักษาแบบแก้ไขชนิดที่ไม่มีแผนซึ่งจะทำให้เสียเวลาในการซ่อมแซมที่ยาวนานและจะนำไปสู่การสูญเสียรายได้เนื่องจากการผลิตที่สูงตามไปด้วย นอกจากนี้ถ้ามีการกำหนดให้ทำการบำรุงรักษาป้องกันมากเกินความจำเป็นก็อาจทำให้เกิดการสูญเสียการผลิตเนื่องจากต้องหยุดเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อทำการบำรุงรักษาที่เกินความจำเป็นดังกล่าว และในบางกรณีอาจเป็นต้นเหตุของการชำรุดเสียหายหรืออาจทำให้ขีดความสามารถของเครื่องจักรและอุปกรณ์ลดลงจากการดำเนินงานบำรุงรักษาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องอีกด้วย ตัวอย่างเช่น การถอดชิ้นส่วนเก่าของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ยังใช้งานได้ดีอยู่ออกไปแล้วใส่ชิ้นส่วนใหม่ด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องเข้าไปเครื่องจักรและอุปกรณ์แทนที่จะยังสามารถใช้งานได้ดีตามกำหนดต่อไปก็จะเกิดการชำรุดเสียหายหรือทำงานไม่ได้ตามที่กำหนด เป็นต้น

              การบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมไม่ได้เป็นกิจกรรมบำรุงรักษาที่จะมีผลโดยตรงต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ แต่จะเป็นกิจกรรมของการตรวจสอบและเฝ้าติดตามสภาพของวัสดุที่ใช้สำหรับการทำงานของเครื่องจักร(ได้แก่ สารหล่อลื่น และสารหล่อเย็น เป็นต้น )และชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมถึงปัจจัยต่างๆที่แสดงถึงสภาพการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นระยะๆหรืออย่างต่อเนื่องตัวอย่างเช่นการตวจสอบและเฝ้าติดตามความดันและอุณหภูมิของน้ำมันไฮดรอลิกของระบบไฮดรอลิกของเครื่องจักรและอุปกรณ์การตรวจสอบและเฝ้าติดตามแรงดันและกระแสไฟฟ้าของมอเตอร์ไฟฟ้าการดูการสั่นสะเทือนของเครื่องจักรการฟังเสียงของตลับลูกปืนในขณะที่เครื่องจักรและอุปกรณ์ทำงานและการตรวจสอบการเสื่อมสภาพของสารหล่อลื่น เป็นต้น ซึ่งเมื่อตรวจพบว่ามีข้อขัดข้องหรือมีสิ่งบ่งบอกถึงการชำรุดเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ ก็จะดำเนินการบำรุงรักษาก่อนที่เครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆจะชำรุดเสียหายซึ่งถือได้ว่าเป็นการบำรุงรักษาในลักษณะของการป้องกันการชำรุดเสียหายที่จะเกิดขึ้น และจะเห็นได้ว่าการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมนั้นจะนำไปสู่รูปแบบของการบำรุงรักษาที่จะดำเนินการตามสภาพของวัสดุหรือชิ้นส่วนและสภาพการทำงานที่เป็นจริงของเครื่องจักรและอุปกรณ์เท่านั้น นั่นคือจะดำเนินการเปลี่ยนวัสดุหรือชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ก็ต่อเมื่อตรวจสอบพบว่าวัสดุหรือชิ้นส่วนนั้นๆกำลังจะชำรุดเสียหายหรือกำลังเสื่อมสภาพเกินขีดจำกัดที่ยอมรับได้หรือดำเนินการปรับแต่งหรือซ่อมแซมเมื่อตรวจสอบพบว่าสภาพการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์แสดงถึงแนวโน้มของการชำรุดเสียหายที่จะเกิดขึ้น หรือมีสภาพอยู่ในระดับที่เกินหรือต่ำกว่าขีดจำกัดที่ยอมรับได้ซึ่งกำหนดไว้ล่วงหน้าโดยไม่ได้กำหนดกิจกรรมและระยะเวลาที่แน่นอนในการดำเนินการปรับแต่งหรือซ่อมแซมไว้เหมือนกับการบำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่แน่นอน จึงนิยมที่จะเรียกการบำรุงรักษาที่ดำเนินการตามผลการตรวจสอบ ( การบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อม ) นี้ว่า การบำรุงรักษาตามสภาพ ( condition based maintenance ) และถ้าหากมีการนำเอาผลการตรวจสอบมาวิเคราะห์หาแนวโน้มและคาดคะเนช่วงเวลาของการชำรุดเสียหายที่จะเกิดขึ้นก็นิยมที่จะเรียกกิจกรรมนี้ว่าการบำรุงรักษาคาดการณ์ ( predictive maintenance ) การบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมยังสามารถแบ่งตามวิธีการที่ใช้ในการตรวจสอบออกเป็นอีก 2 ชนิด ( ดูตามรูปที่ 4.4 ) คือ การบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมชนิดใช้ความรู้สึก ( subjective indirect preventive maintenance ) และการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมชนิดใช้เครื่องวัด ( objective indirect preventive maintenance )
รูปที่ 4.4 ชนิดของการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อม
              การบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมชนิดใช้ความรู้สึกเป็นการตรวจสอบสภาพของวัสดุ ชิ้นส่วน และการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์โดยใช้ความรู้สึกของผู้ตรวจสอบ ได้แก่ การมองดู การหลุดหลวมของชิ้นส่วน ความเรียบร้อยและความสะอาดของเครื่องจักรและอุปกรณ์ การสึกหรอของชิ้นส่วน และการรั่วซึมของของเหลวที่ใช้ในเครื่องจักรและอุปกรณ์ การฟัง เสียงของชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์ในขณะทำงาน และเสียงการรั่วของของไหล การสัมผัส การสั่นสะเทือนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ และระดับความร้อนของชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องจักรและอุปกรณ์ การดมกลิ่น น้ำมันหล่อลื่นที่ใช้งานแล้ว และการไหม้ของอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ และการชิม รสชาติของของเหลวที่ใช้ในเครื่องจักรและอุปกรณ์ เป็นต้น การตรวจสอบสภาพโดยใช้ความรู้สึกต้องอาศัยบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงถึงจะสามารถบอกถึงสภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ได้ค่อนข้างแม่นยำ แต่ส่วนใหญ่แล้วก็จะสามารถบอกได้เพียงว่า วัสดุ ชิ้นส่วน และการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ดีหรือมีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้น ซึ่งการตรวจสอบพบสิ่งผิดปรกติในบางกรณีก็อาจไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำการแก้ไขก่อนที่เครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นชำรุดเสียหายจนต้องหยุดทำงานได้ ทั้งนี้เนื่องจากข้อขัดข้องบางอย่างกว่าที่จะรู้สึกได้ก็ใกล้จะชำรุดเสียหายแล้ว


              การบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมชนิดใช้เครื่องวัดเป็นการตรวจสภาพของ วัสดุ ชิ้นส่วน และการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์โดยใช้เครื่องมือในการตรวจวัด ซึ่งจะให้ความแม่นยำสูงกว่าการใช้ความรู้สึก เครื่องมือวัดที่ใช้ในการตรวจสอบสภาพดังกล่าวมีหลายประเภทและหลายแบบ การเลือกใช้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้เครื่องวัดที่สามารถใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์และได้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการลงทุนในการจัดหาเครื่องมือวัดนั้นๆมาใช้งาน สำหรับเครื่องมือวัดที่นิยมใช้ในการตรวจสอบก็มี เช่น เครื่องวัดทางไฟฟ้า เครื่องวัดการสั่นสะเทือน เครื่องวัดความหนาด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง เครื่องตรวจสอบการรั่วไหล เครื่องวัดอุณหภูมิ เครื่องวัดความดัน และเครื่องวัดอัตราการไหล เป็นต้น ซึ่งการตรวจสอบโดยใช้เครื่องวัดเหล่านี้เพื่อให้รู้ถึงสภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นจำเป็นต้องมีการดำเนินการตรวจวัดอย่างสม่ำเสมอที่นิยมเรียกว่าการเฝ้าติดตามสภาพ ( condition monitoring ) ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 2 แบบคือ การเฝ้าติดตามเป็นระยะ ( off-line condition monitoring ) เป็นการดำเนินการเฝ้าติดตามด้วยเครื่องมือวัดที่ไม่ได้ติดตั้งอยู่กับเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยการตรวจวัดจะกระทำตามรายละเอียดของการตรวจสอบ ได้แก่ ค่าที่ต้องตรวจวัด เครื่องมือวัดที่ใช้ ตำแหน่งของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จะตรวจวัด บุคลากรที่จะทำการตรวจวัด เป็นต้น และตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า ซึ่งจะต้องมีการบันทึกข้อมูลที่วัดได้เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อไป และการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง ( on-line condition monitoring ) เป็นการดำเนินการเฝ้าติดตามด้วยเครื่องมือวัดที่ติดตั้งหรือต่อโดยตรงเข้ากับเครื่องจักรและอุปกรณ์ จึงทำให้สามารถแสดงค่าที่วัดได้อย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้รู้ถึงสภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังสามารถติดตั้งระบบสัญญาณเตือนซึ่งอาจเป็นระบบเตือนด้วยเสียงหรือด้วยแสง ( หลอดไฟฟ้า ) หรือทั้งสองอย่างก็ได้ เข้ากับระบบเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบสัญญาณเตือนจะทำงานเมื่อค่าที่อ่านได้เกินขีดจำกัดที่ยอมรับได้หรือเกินระดับที่ควรระวังเป็นต้น  รูปที่ 4.5 แสดงตัวอย่างของเครื่องมือวัดที่ต่อโดยตรงเข้ากับเครื่องสูบ เพื่อเฝ้าติดตามสภาพของเครื่องสูบอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องจะให้ผลที่ดีกว่าการเฝ้าติดตามเป็นระยะก็ตามแต่มักจะต้องลงทุนสูง จึงมักจะนำไปใช้กับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อการผลิตและต่อความปลอดภัย และนิยมใช้กับชิ้นส่วนหรือเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกิดการชำรุดเสียหายในเวลาสั้นๆหลังจากตรวจพบว่าเริ่มมีความผิดปรกติเกิดขึ้น


         ค่าที่วัดได้จากการตรวจวัดไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าติดตามเป็นระยะหรือการเฝ้าติดตามอย่างต่อเนื่องในบางกรณีอาจบ่งบอกถึงสภาพของวัสดุ ชิ้นส่วน หรือเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆได้ทันที แต่ก็มีอีกหลายกรณีที่จำเป็นจะต่อเอาค่าที่วัดได้มาวิเคราะห์เพื่อให้รู้ถึงสภาพหรือแนวโน้มของสภาพของวัสดุ ชิ้นส่วน หรือเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆ ดังนั้นการดำเนินงานบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมชนิดใช้เครื่องวัดจะต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ

         การบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมและการนำผลการดำเนินการเพื่อไปใช้ในการบำรุงรักษาตามสภาพจะเหมาะสมกับชิ้นส่วนและเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีลักษณะของการชำรุดเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งแน่นอนและไม่แน่นอนคือทั้งที่พอคาดคะเนได้และไม่สามารถคาดคะเนได้ แต่จะต้องมีเวลาเตือนหรือสิ่งบ่งบอกล่วงหน้าก่อนที่การชำรุดเสียหายจะเกิดขึ้น ข้อได้เปรียบของการบำรุงรักษารูปแบบนี้ก็คือทำให้สามารถวางแผนการซ่อมแซมหรือการบำรุงรักษาแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ และมีเวลาพอที่จะจัดเตรียมวัสดุและชิ้นส่วนรวมถึงทรัพยากรอื่นๆที่จำเป็นต้องใช้ในการซ่อมแซม เป็นผลให้เวลาที่ต้องหยุดเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อทำการซ่อมแซมลดลง


         ส่วนข้อเสียของการบำรุงรักษารูปแบบนี้ก็คือปริมาณงานบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาอาจเพิ่มขึ้น ถ้ามีการตรวจสอบและวิเคราะห์ผลของการตรวจสอบสภาพของวัสดุ ชิ้นส่วน และการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น หากมีการตรวจสอบชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์โดยใช้เครื่องวัดและผลของการวิเคราะห์ข้อมูลที่วัดได้พบว่าสภาพของชิ้นส่วนไม่สามารถใช้งานต่อไปได้ จึงมีการเปลี่ยนชิ้นส่วนนั้น แต่ในข้อเท็จจริงปรากฏว่าการตรวจวัดที่ได้ดำเนินการไปแล้วไม่ถูกต้องและชิ้นส่วนดังกล่าวยังอยู่ในสภาพที่ดีและสามารถใช้งานได้อีกนาน การเปลี่ยนชิ้นส่วนนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น เป็นผลให้เกิดการสูญเปล่าทั้งในด้านเวลาและค่าใช้จ่าย เป็นต้น นอกจากนี้แม้ว่าการตรวจสอบสามารถทำได้โดยใช้ความรู้สึกของผู้ตรวจสอบ แต่ในหลายๆกรณีการตรวจสอบโดยใช้ความรู้สึกจะไม่สามารถให้ข้อมูลที่แม่นยำและเพียงพอที่จะนำไปวิเคราะห์สภาพของวัสดุ ชิ้นส่วน และการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ถูกต้องได้ ดังนั้นถ้าจะดำเนินการบำรุงรักษาตามสภาพให้ได้ผลก็จะต้องมีการลงทุนจัดหาเครื่องมือวัดที่เหมาะสม และลงทุนในการฝึกอบรมบุคลากรด้านบำรุงรักษาให้สามารถใช้เครื่องมือวัดและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการวัดได้อย่างถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามหากไม่ดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าวเองก็อาจจ้างหน่วยงานภายนอกที่มีความชำนาญเป็นผู้ดำเนินการให้ก็ได้ ซึ่งก็จะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ตามมาเช่นกัน สำหรับโรงงานที่เคยใช้วิธีการบำรุงรักษาแก้ไขหรือการบำรุงรักษาหลังเหตุขัดข้องเป็นหลักและจะนำเอาวิธีการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมมาใช้นั้นจำเป็นต้องมีการปรับระบบการจัดการงานบำรุงรักษาที่เป็นอยู่ให้เข้ากับแนวทางในการดำเนินการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมนี้ มิฉะนั้นแล้วจะทำให้เกิดปัญหาในการปฏิบัติงานขึ้น เช่น หน่วยงานบำรุงรักษาไม่ได้รับงบประมาณในการจัดหาเครื่องมือวัดที่เพียงพอ บุคลากรไม่ได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกต้อง ไม่มีเวลาที่เพียงพอในการวัดและรวบรวมข้อมูล และไม่ได้รับการยินยอมให้หยุดเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อทำการแก้ไขเมื่อได้ตรวจพบว่าได้เกิดข้อขัดข้องที่จะนำไปสู่การชำรุดเสียหายของเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆแล้ว เป็นต้น  

             แนวคิดของการบำรุงรักษาปรับปรุงเกิดมาจากปัญหาของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยการบำรุงรักษาทั้งแบบแก้ไขและป้องกัน ซึ่งได้แก่การชำรุดเสียหายแบบเดิมเกิดขึ้นบ่อย เครื่องจักรและอุปกรณ์ถูกออกแบบมาไม่เหมาะกับสภาพการใช้งานและสภาพแวดล้อมที่เป็นจริง และการบำรุงรักษาทั้งแบบแก้ไขและป้องกันที่จะปฏิบัติต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์กระทำได้ยาก จึงมีความจำเป็นต้องมีการปรับปรุง ดัดแปลง หรือออกแบบบางส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆใหม่ เพื่อขจัดการชำรุดเสียหายที่เกิดขึ้นบ่อยให้หมดไป หรือเพื่อให้เหมาะกับสภาพการใช้งานและสภาพแวดล้อม หรือให้สะดวกต่อการบำรุงรักษาทั้งแบบแก้ไขและแบบป้องกัน ดังนั้นการบำรุงรักษาปรับปรุงจึงเป็นการบำรุงรักษาที่สามารถกระทำต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งในสภาพที่ชำรุดแล้วหรือในสภาพที่ยังใช้งานได้ดีอยู่ และการบำรุงรักษาป้องกันส่วนใหญ่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ดัดแปลง เพิ่มเติม หรือปรับปรุงชิ้นส่วนของเครื่องจักรและอุปกรณ์ การบำรุงรักษาปรับปรุงนิยมที่จะแบ่งเป็นชนิดต่างๆตามวัตถุประสงค์ของการปรับปรุง (ดูรูปที่ 4.6) คือ การบำรุงรักษาแบบขจัดปัญหาให้หมดไป (design out maintenance) การบำรุงรักษาแบบยืดอายุให้ยาวขึ้น (lifetime extension maintenance) และการบำรุงรักษาปรับปรุงในลักษณะอื่น
รูปที่ 4.6 ชนิดของการบำรุงรักษาปรับปรุง
              การบำรุงรักษาปรับปรุงแบบขจัดปัญหาให้หมดไปเป็นกิจกรรมที่ปฏิบัติต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อขจัดปัญหาที่นำไปสู่การชำรุดเสียหายของเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้หมดไป ซึ่งดำเนินการโดยวิเคราะห์เหตุขัดข้องของการชำรุดเสียหายที่เกิดขึ้นกับเครื่องจักรและอุปกรณ์ แล้วทำการแก้ไขที่ต้นเหตุหรือสาเหตุรากของเหตุขัดข้อง ตัวอย่างเช่น การชำรุดเสียหายของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ได้วิเคราะห์แล้วว่าเกิดจากการใช้งานที่ไม่ถูกต้อง การแก้ปัญหาก็อาจจะต้องมีทั้งการปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้พนักงานควบคุมสามารถใช้งานได้ง่ายโดยให้โอกาสของการเกิดข้อผิดพลาดมีน้อยที่สุด และการฝึกอบรมพนักงานควบคุมเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้รู้ถึงวิธีใช้งานที่ถูกต้อง รวมทั้งจะต้องมีการกำหนดมาตรการเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้จะใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์อย่างถูกต้อง เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าการบำรุงรักษาปรับปรุงแบบขจัดปัญหาให้หมดไปมิได้ดำเนินการต่อเครื่องจักรและอุปกรณ์โดยตรงเท่านั้น แต่จะต้องดำเนินการกับปัจจัยที่จะมีผลกับเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆด้วย และถ้าปัญหาทั้งหมดที่จะนำไปสู่การชำรุดเสียหายของเครื่องจักรและอุปกรณ์ถูกขจัดให้หมดไป เครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นก็จะมีการชำรุดเสียหายอีกต่อไป  ซึ่งถือว่าเป็นสภาพในอุดมคติที่ต้องการของการบำรุงรักษาหรืออีกนัยหนึ่งก็คือเป้าหมายสูงสุดของการบำรุงรักษาที่ส่งผลให้ความพร้อมใช้งานของเครื่องจักรและอุปกรณ์มีค่าสูงสุดด้วย แต่อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปแล้วการขจัดปัญหาทั้งหมดที่จะนำไปสู่การชำรุดเสียหายของเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้หมดไปนั้นอาจไม่สามารถทำได้กับเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในโรงงานทั้งหมดได้ เนื่องจากปัญหาบางอย่างไม่สามารถขจัดให้หมดไปได้หรือถ้าได้ก็จะไม่คุ้มค่ากับการลงทุน นอกจากการขจัดปัญหาของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ให้หมดไปแล้ว การนำเอาข้อมูลของเหตุขัดข้องและผลการวิเคราะห์หาสาเหตุรากไปใช้ในการออกแบบเครื่องจักรประเภทเดียวกันใหม่ หรือนำเอาไปใช้กำหนดรายละเอียดของเครื่องจักรและอุปกรณ์ประเภทเดียวกันที่จะจัดหามาเพิ่มเติมหรือมาทดแทนของเดิมก็จะได้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่อาจไม่ต้องการการบำรุงรักษาเลย หรือจะได้เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ง่ายต่อการบำรุงรักษาและไม่เกิดข้อขัดข้องได้ง่ายซึ่งเรียกกิจกรรมนี้ว่าการป้องกันการบำรุงรักษา (Maintenance prevention)

              การบำรุงรักษาปรับปรุงแบบยืดอายุให้ยาวขึ้นนั้นเป็นกิจกรรมของการบำรุงรักษาซึ่งเป็นทางเลือกลำดับถัดไปของของการบำรุงรักษาแบบขจัดปัญหาให้หมดไปในกรณีที่ไม่สามารถขจัดให้หมดไปได้เนื่องจากเหตุผลทางด้านเทคนิค ตัวอย่างเช่น การเสื่อมสภาพของน้ำมันหล่อลื่นอันเป็นผลมาจากการทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ซึ่งอาจถือว่าไม่สามารถขจัดปัญหาการเสื่อมสภาพของน้ำมันหล่อลื่นดังกล่าวได้เนื่องจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ต้องใช้น้ำมันหล่อลื่นนั้นๆไม่สามารถทำงานในสภาวะที่ไม่มีอากาศซึ่งมีออกซิเจนอยู่ได้ เป็นต้น และในกรณีที่สามารถขจัดปัญหาให้หมดไปได้แต่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน ตัวอย่างเช่น การกัดกร่อนของชิ้นส่วนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกิดจากการเป็นสนิมของเหล็กที่ใช้ทำชิ้นส่วน ซึ่งสามารถขจัดปัญหาให้หมดไปได้โดยการเปลี่ยนไปใช้ชิ้นส่วนที่ทำด้วยเหล็กกล้าไร้สนิม แต่เมื่อวิเคราะห์การลงทุนกับประโยชน์ที่จะได้รับแล้วพบว่าไม่คุ้มค่าการลงทุน เป็นต้น  ในทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้นแม้ว่าปัญหาข้อขัดข้องจะไม่ถูกขจัดให้หมดไปก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าควรจะปล่อยให้ปัญหาข้อขัดข้องดังกล่าวเกิดขึ้นในลักษณะเดิมอีก นั่นก็คือจะต้องนำผลการวิเคราะห์ปัญหาข้อขัดข้องเพื่อที่ขจัดปัญหาให้หมดไปที่ได้ดำเนินการแล้ว มาพิจารณาว่าถ้าไม่สามารถที่จะขจัดปัญหาให้หมดไป จะสามารถยืดเวลาของการเกิดปัญหาข้อขัดข้องหรือยืดอายุการใช้งานของวัสดุหรือชิ้นส่วนออกไปได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนไปใช้น้ำมันหล่อลื่นประเภทน้ำมันสังเคราะห์แทนน้ำมันหล่อลื่นประเภทน้ำมันแร่ซึ่งจะยืดอายุการใช้งานออกไปได้สองเท่าของอายุการใช้งานเดิมและการป้องกันสนิมของชิ้นส่วนโดยใช้สีกันสนิมชนิดพิเศษซึ่งจะสามารถยืดอายุการใช้งานของชิ้นส่วนออกไปอีกหนึ่งเท่าของอายุการใช้งานของชิ้นส่วนเดิม เป็นต้น นอกจากนี้การบำรุงรักษาปรับปรุงแบบยืดอายุให้ยาวขึ้นจำเป็นต้องพิจารณาถึงความคุ้มค่าด้วยทุกๆกรณีและจะต้องพิจารณาทางเลือกทุกๆทางที่เป็นไปได้แล้วเลือกวิธีที่ดีและประหยัดที่สุดเสมอ

              นอกจากการบำรุงรักษาปรับปรุงแบบขจัดปัญหาให้หมดไปและแบบยืดอายุให้ยาวขึ้นแล้วยังมีการบำรุงรักษาในลักษณะอื่นที่ถือว่าเป็นการบำรุงรักษาปรับปรุงอีก เช่น การปรับปรุงเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้มีการบำรุงรักษาป้องกันทั้งทางตรงและทางอ้อมได้ง่ายขึ้น ตังอย่างเช่น การปรับปรุงตำแหน่งที่จะต้องหล่อลื่นด้วยการอัดจาระบีโดยการนำมารวมกันไว้ที่จุดเดียวเพื่อให้สะดวกต่อการปฏิบัติงาน การจัดทำจุดที่จะเก็บตัวอย่างน้ำมันหล่อลื่นที่จะนำไปทดสอบ การจุดที่จะวัดความดันเพื่อทดสอบการทำงานของระบบไฮดรอลิก เป็นต้น ซึ่งการบำรุงรักษาปรับปรุงในลักษณะอื่นๆดังกล่าวจะถือว่าเป็นการดำเนินการเพื่อขจัดปัญหาให้หมดไปหรือยืดอายุให้ยาวขึ้นก็ได้ ทั้งนี้เพราะผลของการดำเนินการก็จะช่วยทั้งการขจัดปัญหาให้หมดไปและการยืดอายุให้ยาวขึ้นด้วยแล้วแต่ผลที่จะเกิดขึ้นตามมา



โปรแกรมบริหารงานซ่อมบำรุง ที่ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559

กลยุทธ์ของการบำรุงรักษา

          วัตถุประสงค์ของการบำรุงรักษาก็คือการให้ได้มาซึ่งสมรรถนะความพร้อมใช้งานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่สูงสุด ในสภาพการทำงานที่ให้กำลังผลิตสูงสุดและให้เครื่องจักรและอุปกรณ์มีอายุการใช้งานที่เหมาะสม โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด รวมทั้งต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและความปลอดภัยด้วย วิธีการดำเนินงานบำรุงรักษาที่จะนำไปสู่วัตถุประสงค์ดังกล่าวไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว ซึ่งรูปแบบของการดำเนินการบำรุงรักษาที่เหมาะสมของแต่ละโรงงานจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ นโยบายของโรงงาน ประเภท ชนิด และสภาพของเครื่องจักกลและอุปกรณ์ การจัดองค์กร จำนวน ประสบการณ์ และทัศนคติของพนักงานที่เกี่ยวข้อง การแข่งขันในตลาด และอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตามในการกำหนดรูปแบบของการบำรุงรักษาและระบบการจัดการที่เหมาะสมของแต่ละโรงงานนั้นมักจะต้องอาศัยวิธีการหลักหรือแนวทางที่คล้ายๆกันในการดำเนินงานบำรุงรักษาเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ของการบำรุงรักษาที่นิยมเรียกกันว่ากลยุทธ์ของการบำรุงรักษา ซึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญมีดังต่อไปนี้คือ

     1. การเลือกรูปแบบของการบำรุงรักษาให้เหมาะสมกับชิ้นส่วน เครื่องจักรกล และอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องมีการบำรุงรักษา
     2. การเปลี่ยนจากการบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่ไม่มีแผนให้เป็นการบำรุงรักษาแก้ไขชนิดที่มีแผน
     3. การดำเนินการบำรุงรักษาป้องกันสำหรับชิ้นส่วน วัสดุ เครื่องจักร และอุปกรณ์ ในระดับที่เหมาะสม
     4. การหาและใช้หน้าต่างของการบำรุงรักษาให้ได้ประโยชน์สูงสุด
     5. การดำเนินการบำรุงรักษาเชิงรุก
     6. การให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานบำรุงรักษา

   การนำเอากลยุทธ์ดังกล่าวข้างต้นไปใช้จะทำให้ได้ระบบการจัดการงานบำรุงรักษาที่มีพื้นฐานที่มั่นคงและเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การบำรุงรักษาที่ถูกต้อง แต่จะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีมากน้อยเท่าใด จะขึ้นอยู่กับระดับของการนำกลยุทธ์แต่ละกลยุทธ์ไปใช้และการผสมผสานกลยุทธ์ต่างๆเข้าด้วยกัน

การเลือกรูปแบบของการบำรุงรักษาที่เหมาะสม
              การบำรุงรักษาที่จะกระทำต่อชิ้นส่วน เครื่องจักร และอุปกรณ์ส่วนใหญ่สามารถทำได้หลายรูปแบบ ซึ่งการพิจารณาเลือกรูปแบบการบำรุงรักษาที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ ได้แก่ ลักษณะของอายุการใช้งานและการเกิดความเสียหายและเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนและสารต่างๆที่ใช้ในเครื่องจักรและอุปกรณ์ สมรรถนะความพร้อมใช้งานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ความสำคัญของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีต่อผลผลิต ลักษณะและแผนการผลิต สภาพการใช้งานและสภาพแวดล้อม และปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยปัจจัยทั้งหมดนี้สามารถจำแนกออกเป็นปัจจัยหลักซึ่งเป็นตัวกำหนดรูปแบบของการบำรุงรักษาในเบื้องต้นและปัจจัยรองที่ต้องนำมาพิจารณาประกอบเพื่อยืนยันความเหมาะสมของรูปแบบของการบำรุงรักษาที่ถูกกำหนดโดยปัจจัยหลัก
             การกำหนดรูปแบบของการบำรุงรักษาที่เหมาะสมโดยทั่วไปมักจะใช้ลักษณะของอายุการใช้งานและการเกิดความเสียหายและเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนและวัสดุหรือสารต่างๆที่ใช้ในเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นปัจจัยหลักในการพิจารณา ทั้งนี้เนื่องจากชิ้นส่วนและสารต่างๆที่ใช้ในเครื่องจักรและอุปกรณ์แต่ละชิ้นหรือแต่ละประเภทจะมีอายุการใช้งานเฉพาะตัว โดยจะขึ้นอยู่กับแบบ คุณภาพ การทำงาน และสภาพแวดล้อมอื่นๆ  ชิ้นส่วนหรือวัสดุแบบ คุณภาพ และทำงานในสภาพแวดล้อมหนึ่งๆถ้ามีอายุการใช้งานหรือเวลาที่จะเกิดปัญหาขัดข้องที่พอคาดคะเนได้ก็จะถือว่าชิ้นส่วนหรือวัสดุนั้นมีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างแน่นอนหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจะสม่ำเสมอ (Regular failure) หรือถ้ามีอายุการใช้งานหรือเวลาที่จะเกิดปัญหาขัดข้องที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ก็จะถือว่าชิ้นส่วนหรือวัสดุนั้นมีอายุการใช้งานที่ไม่แน่นอนหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่สม่ำเสมอ (random failure)
             นอกจากลักษณะของอายุการใช้งานที่แตกต่างกันแล้ว ชิ้นส่วนและวัสดุที่ใช้ในเครื่องจักรและอุปกรณ์ยังมีลักษณะของการเกิดความเสียหายที่แตกต่างกันอีกด้วย ซึ่งพอจำแนกการเกิดความเสียหายนี้ออกได้เป็น 2 ลักษณะคือ ความเสียหายที่มีเวลาเตือนของการเกิดความเสียหาย หรือมีอาการหรือสิ่งบ่งบอกล่วงหน้าเป็นเวลาระยะหนึ่งก่อนที่จะเกิดความเสียหาย หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจะใช้เวลาระยะหนึ่งในการพัฒนาจากอาการขัดข้องเล็กน้อยจนเป็นกลายไปเป็นความเสียหายในที่สุด ( failure with failure developing time ) ตามลักษณะที่แสดงด้วยกราฟตามรูปที่ 4.7 และความเสียหายที่ไม่มีเวลาเตือนของการเกิดความเสียหาย หรือไม่มีอาการหรือบ่งบอกล่วงหน้าเป็นเวลาระยะหนึ่งก่อนที่จะเกิดความเสียหาย หรือความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่มีระยะเวลาในการพัฒนาจากอาการขัดข้องเล็กน้อยจนกลายไปเป็นความเสียหาย ( failure without failure developing time ) ตามลักษณะที่แสดงด้วยกราฟ
 
 
  จากการจำแนกลักษณะอายุการใช้งานและการเกิดความเสียหายของชิ้นส่วนตามรายละเอียดข้างต้นทำให้สามารถกำหนดรูปแบบของการบำรุงรักษาที่เหมาะสมเบื้องต้นสำหรับชิ้นส่วนและวัสดุของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีลักษณะของอายุการใช้งานและการเกิดความเสียหายที่แตกต่างกันได้เป็น 4 กรณี คือ

1.ชิ้นส่วนหรือวัสดุที่มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างแน่นนอนและมีเวลาเตือนสำหรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จะเหมาะกับการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อม ถ้าสามารถตรวจสอบสภาพของชิ้นส่วนหรือวัสดุนั้นๆได้ และถ้าการตรวจสอบแบบใช้ความรู้สึกสามารถให้ข้อมูลที่เพียงพอในการกำหนดสภาพและการคาดคะเนความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้ก็ควรใช้การตรวจสอบสภาพแบบใช้ความรู้สึก แต่ถ้าไม่สามารถตรวจสอบโดยใช้ความรู้สึกได้หรือใช้ได้แต่ให้ข้อมูลที่ไม่สามารถกำหนดสภาพของชิ้นส่วนหรือวัสดุได้ก็จะต้องใช้การตรวจสภาพแบบใช้เครื่องวัด และถ้าเวลาเตือนสำหรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นสั้นก็ควรใช้การตรวจสอบแบบใช้เครื่องวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อตรวจสอบพบว่าชิ้นส่วนหรือวัสดุจะเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพหรือทำงานไม่ได้ตามที่กำหนดและจะนำไปสู่ความเสียหายก็จะดำเนินการเปลี่ยนหรือปรับตั้งก่อนที่เกิดความเสียหายนั้นๆขึ้น ซึ่งก็คือการดำเนินงานบำรุงรักษาตามสภาพนั่นเอง

2.ชิ้นส่วนหรือวัสดุที่มีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างแน่นอนแต่ไม่มีเวลาเตือนสำหรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จะเหมาะกับการบำรุงรักษาป้องกันทางตรงหรือการบำรุงรักษาตามกำหนดเวลาที่แน่นอน ทั้งนี้เนื่องจากไม่มีเวลาเตือนสำหรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจึงไม่สามารถตรวจสอบสภาพหรือทำการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อม และทำการบำรุงรักษาตามสภาพได้ แต่เนื่องจากมีอายุการใช้งานที่ค่อนข้างแน่นอนจึงพอที่กำหนดระยะเวลาที่ต้องทำการเปลี่ยนหรือปรับตั้งชิ้นส่วนหรือวัสดุได้ก่อนที่ชิ้นส่วนจะเกิดความเสียหายหรือเสื่อมสภาพได้

3.ชิ้นส่วนหรือวัสดุที่มีอายุการใช้งานที่ไม่แน่นอนแต่มีเวลาเตือนสำหรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จะเหมาะกับการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อม ถ้าสามารถตรวจสอบสภาพของชิ้นส่วนหรือวัสดุนั้นๆได้ ทั้งนี้เนื่องจากมีเวลาเตือนเพียงพอที่จะใช้เตรียมการสำหรับการบำรุงรักษาตามสภาพได้เมื่อตรวจพบว่ามีอาการบ่งบอกถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นหรือพบการเริ่มเกิดความเสียหายเช่นเดียวกับในกรณีแรก และถ้าสามารถทำการตรวจสอบโดยใช้ความรู้สึกแล้วได้ผลลัพธ์ที่เพียงพอในการกำหนดสภาพของชิ้นส่วนและวัสดุนั้นๆก็ควรใช้การตรวจสภาพโดยใช้ความรู้สึก แต่ถ้าทำไม่ได้หรือทำได้แต่ผลลัพธ์ไม่เพียงพอก็ควรใช้การตรวจสอบโดยใช้เครื่องวัด ซึ่งถ้าเวลาเตือนสั้นก็ควรจะเป็นการตรวจสอบแบบต่อเนื่องเช่นกัน

4.ชิ้นส่วนหรือวัสดุที่มีอายุการใช้งานที่ไม่แน่นอนและไม่มีเวลาเตือนสำหรับความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จำเป็นต้องใช้การบำรุงรักษาแก้ไขเนื่องจากไม่สามารถคาดคะเนอายุการใช้งานได้ และไม่มีเวลาเตือนที่จะนำไปใช้ในการวางแผนและเตรียมการบำรุงรักษา

  เมื่อได้พิจารณารูปแบบของการบำรุงรักษาที่เหมาะสมโดยอาศัยปัจจัยหลักแล้ว ก็ควรนำเอาปัจจัยรองแต่ละปัจจัยมาพิจารณายืนยันและกำหนดรายละเอียดที่จำเป็นต้องเพิ่มเติมสำหรับรูปแบบของการบำรุงรักษาที่เหมาะสมที่ได้จากการใช้ปัจจัยหลักนั้นๆ ตัวอย่างเช่น   ถ้าเป็นชิ้นส่วนหรือวัสดุของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มี
ความสำคัญต่อผลผลิตและได้กำหนดโดยปัจจัยหลักแล้วควรใช้การบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมซึ่งสามารถทำการตรวจสอบสภาพได้ทั้งการใช้ความรู้สึกและการใช้เครื่องวัด เนื่องจากเป็นชิ้นส่วนหรือวัสดุของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อผลผลิตซึ่งถ้าเครื่องจักรและอุปกรณ์นี้หยุดแล้วอาจทำให้ต้องหยุดการผลิตทั้งโรงงานหรืออาจเกิดอันตรายขึ้นได้ก็จำเป็นต้องดูแลอย่างใกล้ชิดโดยอาจจำเป็นต้องมีการตรวจสภาพโดยใช้เครื่องวัดแบบต่อเนื่องรวมทั้งอาจต้องมีระบบสัญญาณเตือนด้วย แต่ถ้าเป็นชิ้นส่วนหรือวัสดุของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อผลผลิตเช่นกัน แต่มีอายุการใช้งานที่ไม่แน่นอนและไม่มีเวลาเตือนโดยรูปแบบของการบำรุงรักษาที่เหมาะสมในเบื้องต้นก็คือการบำรุงรักษาแก้ไขแบบไม่มีแผน ซึ่งจะเป็นผลให้เกิดการสูญเสียที่สูงเมื่อมีการชำรุดเสียหายเกิดขึ้น ดังนั้นในกรณีนี้ก็อาจจำเป็นต้องมีเครื่องจักรและอุปกรณ์สำรองหรือมีการสำรองชิ้นส่วนหรืออะไหล่นั้นๆไว้ในคลังอะไหล่ โดยการพิจารณาเลือกวิธีที่จะใช้อาจต้องเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของแต่ละทางเลือก เป็นต้น


              นอกเหนือไปจากความสำคัญที่มีต่อผลผลิตตามตัวอย่างข้างต้นแล้ว ผลของปัจจัยรองต่างๆที่มีต่อการกำหนดรูปแบบของการบำรุงรักษาที่เหมาะสมพอสรุปได้คือ ในกรณีที่ชิ้นส่วนหรือวัสดุของเครื่องจักรและอุปกรณ์สามารถใช้ได้ทั้งการบำรุงรักษาป้องกันและการบำรุงรักษาแก้ไขนั้น การบำรุงรักษาป้องกันจะใหั สมรรถนะความพร้อมใช้งานที่สูงกว่าและมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ต่ำกว่าการบำรุงรักษาแก้ไข โรงงานที่มีลักษณะและแผนการผลิตที่ต้องมีการทำงานอย่างต่อเนื่องและมีการหยุดการผลิตตามฤดูกาล ชิ้นส่วนหรือวัสดุของเครื่องจักรและอุปกรณ์บางอย่างอาจเหมาะกับการบำรุงรักษาป้องกันทางตรงมากกว่าการบำรุงรักษาป้องกันทางอ้อมหรืออาจจำเป็นต้องใช้การบำรุงรักษาทั้งสองรูปแบบร่วมกัน และชิ้นส่วนและวัสดุของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีสภาพการใช้งานอย่างต่อเนื่องอาจไม่เหมาะกับการบำรุงรักษาที่ต้องปฏิบัติในขณะที่หยุดเครื่องจักรและอุปกรณ์เท่านั้น



โปรแกรมบริหารงานซ่อมบำรุง ที่ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น



วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

หัวหน้างานยุคใหม่ ใครๆก็ใช้โค้ช


         
          พูดถึงคำว่าโค้ช หลายๆท่านคงนึกถึงการเล่นกีฬาต่างๆ ที่จะต้องมีโค้ช ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีฬาประเภทเดี่ยวหรือทีม โดยเป้าหมายของโค้ชนั้นก็คือการทำให้ผู้เล่นหรือทีมได้รับชัยชนะ โดยที่ผู้เป็นโค้ชจะเป็นผู้วางตัวผู้เล่น กำหนดกลยุทธ์ที่จะใช้ ช่วยกระตุ้นผู้เล่นเกิดความฮึกเหิม กระตือรือร้น รสมถึงโค้ชจะต้องทำให้ผู้เล่นหรือทีมมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน โค้ชนี้ถือว่าเป็นบุคคลที่ผู้เล่นหรือทีมให้ความเคารพ เชื่อมั่น และสามารถทำตามคำแนะนำนั้นด้วยความเต็มใจ 100%

ก่อนอื่นต้องขอชี้แจงให้เข้าใจก่อนว่า
  • คนที่มีบทบาทเป็นหัวหน้า ไม่ใช่ว่าทุกคนจะกลายเป้นโค้ชโดยธรรมชาติ
  • การเป็นโค้ช ไม่ใช่ว่าต้องเน้น “การออกคำสั่ง” ให้ทำ แต่โค้ชจะต้อง “สอน” ให้ทำด้วย
  • โค้ช ไม่ไช่ เทรนเนอร์ ที่สอนครั้งเดียวจบ การเป็นโค้ชมันมากกว่านั้น

สำหรับผมจึงมองว่า โค้ช คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นทั้ง ผู้ฝึกสอน ผู้ชี้แนะ ผู้สนับสนุน ผู้ช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับทีม โดยโค้ชนั้นจะต้องรู้และเข้าใจทีมงานอย่างลึกซึ้ง รู้ว่าจุดแข็ง จุดอ่อนแต่ละคนคืออะไร เข้าใจพฤติกรรมของแต่ละคน และสามารถหาจุดร่วมได้อย่างเหมาะสม โดยทักษะที่สำคัญคือ ทักษะการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะการสื่อสารข้อมูลต่างๆให้ทีมงานจะต้องตรงกัน หรือที่เรียกว่า one direction นั่นเอง

2C ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (Command & Communication)
           หัวหน้างานส่วนใหญ่มักจะใช้การออกคำสั่งหรือ Command ในการทำงาน เพื่อให้ได้ผลลัพท์หรือบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ การใช้การออกคำสั่งนั้น เป็นวิธีการที่ไม่ได้สนใจว่าทีมหรือผู้ร่วมงานจะรู้สึกอย่างไร ทีมหรือผู้ร่วมงานไม่รู้สึกผูกพันกัน มีเฉพาะเรื่องงานเท่านั้น
           หากหัวหน้างานใช้การสื่อสารหรือ Communication ในการทำให้ทีมเข้าใจเป้าหมาย รู้ว่าแต่ละคนต้องทำอะไร ทำให้ทุกคนเห็นความสำคัญของตนเอง ทีมหรือผู้ร่วมงานจะมีความผูกพันกันมากขึ้น การทำงานเป็นทีมจะเกิดขึ้น

จากที่ผมได้กล่าวมา จะเห็นว่า การใช้ 2C นั้นจะให้ผลลัพท์ที่แตกต่างกัน ความแตกต่างระหว่าง 2C นั่นก็คือ ทั้ง Command และ Communication ต่างส่งผลให้งานสำเร็จเหมือนๆกัน แต่ถ้าใช้ Command หรือคำสั่ง จะเป็นการเสร็จแบบปราศจากความสุข จะมีประโยชน์อะไร
โค้ชที่ดี ต้องเป็นคนแบบไหน?
คำถามนี้ ก็มีผู้สนใจสอบถามมามากนะครับ ผมขอตอบแบบง่ายว่า คนที่จะเป็นโค้ชที่ดีจะต้อง
  1. ต้องชอบเรื่อง คน (ชอบพัฒนาคน ชอบเรียนรู้   รู้จักคนอื่น)
  2. ชอบการสื่อสาร ชอบคุย (ในที่นี้เป็นการคุยแบบมีสาระนะครับ)
  3. มีจริยธรรม ไว้ใจได้  (แน่นอนครับ ต้องแสดงความจริงใจว่าเรื่องที่คุยจะเป็นความลับเท่านั้น ไม่เปิดเผย หรือเอาไปเม้าต่อแน่นอน)
  4. มีความสามารถในการพูดชักจูง โน้มน้าว กระตุ้น ให้ผู้ฟังคล้อยตาม เกิดความคิดใหม่ๆ
ทักษะสำคัญๆที่ โค้ช ต้องมี
  1. การตั้งคำถาม (Questioning)
  2. การฟังอย่างตั้งใจ (Listening)
  3. การให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ (Creative Feedback)
  4. การจูงใจและการกระตุ้น (Motivation)
  5. การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน (Goal Setting)

Good Questioning ทักษะการตั้งคำถามที่ดี
เป็นทักษะที่โค้ชควรมีและพัฒนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะการตั้งตำถาม เป็นกระบวนการที่มีความสำคัญอย่างมากในการโค้ช การตั้งคำถามที่ดีจะทำให้ ผู้ถูกโค้ช (โค้ชชี่) เกิดกระบวนการคิด พิจารณา อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ถูกโค้ช เกิดความอยากที่จะเปลี่ยนแปลง และการตั้งคำถามที่ดี ยังทำให้ผู้ถูกโค้ช คิดหาคำตอบได้ด้วยตนเองอีกด้วย ซึ่งเทคนิคการใช้คำถามที่ดี และถูกต้องก็จะช่วยให้ผู้ถูกโค้ชเกิดการพัฒนาตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
Deep Listening การฟังอย่างตั้งใจ
ทักษะการฟังนั้น โค้ช จะต้องรับฟัง โค้ชชี่ พูดคุยหรือเล่าให้ฟังโดยไม่มีการพูดแทรก หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ จนกว่าจะแน่ใจว่าโค้ชชี่พูดจบแล้ว จึงค่อยพูดและควรหลีกเลี่ยงที่จะให้แนวความคิดในทันที แต่ใช้คำถามเพิ่มเติมจนแน่ใจว่าโค้ชชี่อยากได้แนวคามคิดของโค้ช จึงจะให้มุมมองแต่ก็ต้องย้ำว่า โค้ชชี่ต้องเป็นผู้คิดว่าจะนำไปใช้หรือไม่ ด้วยตัวโค้ชชี่เอง การแสดงความสนใจฟัง จะทำให้โค้ชชี่รู้สึกผ่อนคลายที่ได้พูดคุยกับโค้ชมากขึ้น และฟังให้เข้าใจความรู้สึกของโค้ชชี่เป็นหลัก ไม่ควรใช้ความคิดของตัวเองระหว่างการฟังโค้ชชี่พูด
Creative Feedback การให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างสร้างสรรค์
การให้ความคิดเห็นป้อนกลับในเรื่องต่างๆ ควรใช้ภาษาหรือแนวคิดที่เป็นเชิงบวก ไม่ใช่การตำหนิ หรือแสดงตัวเหนือโค้ชชี่ แต่เป็นการให้มุมมองและแนวความคิดที่เป็นประโยชน์เพื่อให้โค้ชชี่ สนใจและอยากนำไปประยุกต์ใช้กับตัวโค้ชชี่เอง

Motivation การจูงใจและการกระตุ้น
เป็นการกระตุ้นให้ ผู้ถูกโค้ช/โค้ชชี่ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง กับการเผชิญอุปสรรคของการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น เพราะคนส่วนใหญ่กลัว และกังวลกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคตที่มิอาจคาดเดาได้ ดังนั้น โค้ชควรเป็นกำลังใจและจูงใจให้ ผู้ถูกโค้ช/โค้ชชี่ มีมุมมองที่เป็นเชิงบวก และคิดถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในด้านที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกโค้ช/โค้ชชี่ มากกว่าข้อเสีย จะทำให้ ผู้ถูกโค้ช/โค้ชชี่ พร้อมและเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองมากขึ้น

Goal Setting การกำหนดเป้าหมายร่วมกัน
กระบวนการโค้ชชิ่งก็เหมือนกับกระบวนการอื่นๆที่ควรมีการวัดผลด้วย เพื่อติดตามว่าผู้ถูกโค้ช/โค้ชชิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไร โดยควรมีการตั้งเป้าหมายและมีกระบวนการติดตามผล โดยเป้าหมายที่ตั้งนั้น ผู้ถูกโค้ช/โค้ชชี่ ต้องยอมรับและเต็มใจ หลังจากนั้นจึงใช้กระบวนการติดตามผล เพื่อดูการเปลี่ยนแปลง โดยในการติดตามผลควรมีการพูดคุยหรือโค้ช เป็นระยะๆ เพื่อจะได้ติดตามว่าสิ่งที่ทำยังอยู่ในแนวทางหรือเป้าหมายที่กำหนดหรือไม่ และจะได้ปรับเปลี่ยนได้ รวมถึงผู้ถูกโค้ช/โค้ชชี่ จะได้รู้สึกว่ามีที่ปรึกษา สร้างความมั่นใจว่าสามารถทำให้สำเร็จได้
จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นว่า บทบาทการเป็นโค้ชนั้น เปรียบเสมือน
  • กระจกเงา สะท้อนให้ผู้ถูกโค้ช/โค้ชชี่ มองเห็นตนเองชัดขึ้น, เข้าใจตนเองมากขึ้น
  • กุญแจ เพราะบางอย่างผู้ถูกโค้ชฝโค้ชชี้ ก็ไม่รู้มาก่อน ต้องให้โค้ชไขประตูเข้าไป จึงจะพบขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ภายในตนเอง, ความสามารถบางอย่างที่ซ้อนเร้นอยู่
  • คุณครู เพราะเป็นผู้ที่ให้แนวคิด ประสบการณ์ ทำให้ ผู้ถูกโค้ช มองเห็นภาพ สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางได้
  • นักกายภาพบำบัด เพราะเป็นผู้ที่คอยกระตุ้น ให้กำลังใจ ว่าเราต้องทำได้ ทำให้เกิดกำลังใจ และเกิดพลังใจ

ตอนนี้ทุกท่านคงเห็นประโยชน์ของการใช้วิธีการโค้ช ในการนำมาขับเคลื่อนผลงานของทีม หัวหน้างานสมัยใหม่ก็สามารถนำวิธีการโค้ชนี้ ไปใช้ในการทำงานได้ ทักษะการเป็นโค้ช ไม่ได้ยากอย่างที่คิด หากแต่ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ และนำไปฝึกปฏิบัติ ให้เกิดความชำนาญ

บริษัทไอโปร เทรนนิ่ง มีหลักสูตรที่น่าสนใจ
“หัวหน้างานยุคใหม่ สื่อสารด้วยภาษาโค้ช”
ซึ่งจะทำให้ท่านสามารถเป็นหัวหน้างานที่
สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากท่านต้องการ





โปรแกรมบริหารงานซ่อมบำรุง ที่ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น





วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

ติดต่อประสานงานยังไงให้ประสบความสำเร็จในปี 2016

communication-skill

การมีทักษะในการสื่อสารที่ดีนั้นย่อมนำพามาสู่ความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการติดต่อกับผู้คนเพื่อสร้างความสัมพันธ์ และพันธมิตร หรือการติดต่อธุรกิจต่างๆ คนที่ “รู้จัก” วิธีการสื่อสารที่ดี ย่อมส่งผลให้คู่สนทนาให้ความเชื่อถือและยินดีที่จะร่วมโครงการหรือติดต่อธุรกิจกับเรา
ในทางตรงกันข้ามหากเรามีทักษะการสื่อสารที่ไม่ดี หรือไม่รู้วิธีการสื่อสารที่ถูกต้อง ไม่สามารถทำให้คู่สนทนาเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังสื่อสาร อาจทำให้เกิดการเข้าใจที่ผิด การติดต่องานหรือธุรกิจของเราก็ย่อมไม่มีประสิทธิภาพ หรืออาจส่งผลจนทำให้การติดต่อสื่อสารของเราไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ได้
การสื่อสารเป็นกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างบุคคลและกลุ่มบุคคล ดังนั้นในการติดต่อประสานงานให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ผู้ติดต่อสื่อสารจำเป็นต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี  ต้องใช้ประสบการณ์และความสามารถในการถ่ายทอดความคิด ข้อมูล และวัตถุประสงค์ ให้ผู้รับสารเข้าใจอย่างชัดเจน ดังนั้นการติดต่อประสานงานจะสำเร็จได้ด้วยการที่ผู้พูดและผู้ฟังมีความเข้าใจตรงกัน
ท่านผู้อ่านคงเห็นแล้วว่า การสื่อสารที่ผิดพลาดนั่นเป็นสิ่งที่น่ากลัวจริงๆ เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลเสียในการติดต่อธุรกิจ แต่มันยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และตัวของเราเองด้วย
วันนี้ตลาดปัญญาจึงมีเทคนิคที่จะช่วยให้เราได้มาซึ่งทักษะการสื่อสารที่ดีและเป็นมืออาชีพ มาเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับสมาชิกตลาดปัญญาทุกๆคน เพราะเราเชื่อว่าทักษะการสื่อสารที่ดีย่อมทำให้การติดต่อประสานงานของเรามีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จในที่สุด มาเรียนรู้และเริ่มใช้เป็นกลยุทธ์การสื่อสารของปีนี้กันเลย

ขั้นตอนของการสร้างทักษะการสื่อสารที่ดี

1. รู้ว่าจะพูดอะไรและทำไม

ก่อนที่เราจะสื่อสารกับใคร เราต้องทำความเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ และสิ่งที่เราต้องการสื่อสารอย่างชัดเจนเสียก่อน  เราต้องรู้ว่าเรากำลังสื่อสารกับใครและทำไม วิธีการที่จะช่วยให้การติดต่อประสานมีประสิทธิภาพก็คือการที่เราต้องทำความเข้าใจกับบุคคลที่เรากำลังสื่อสาร ไม่ว่าจะเป็นในด้านของอายุ วัฒนธรรม แนวคิด เพศ  เราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนเสมอว่า เรามีจุดประสงค์อะไรในการติดต่อกับคนนั้นๆ เพื่อขายโฆษณา เพื่อประสานงาน เพื่อเชิญมาร่วมโครงการ เมื่อเราตอบได้ เราจะรู้ว่าควรจะพูดอะไรกับผู้ที่เราไปติดต่อ

2. จะพูดได้อย่างไร

เมื่อเรารู้ว่าจะพูดอย่างไร สิ่งที่เราควรรู้ต่อมาก็คือควรพูดในสถานการณ์ไหน ต้องรู้จักการสบตากับคู่สนทนา เพราะการสบตาคู่สนทนาระหว่างพูดจะช่วยให้คู่สนทนาเห็นว่าเรามีความจริงใจ และมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่เรากำลังนำเสนอ และอย่าลืมที่จะใช้ท่าทางประกอบการพูดให้เหมาะสมตามสถานการณ์ด้วยเช่นกัน รวมทั้งการพยักหน้าตอบรับ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าเรามีความเต็มใจและสนใจคู่สนทนา ท่าทางที่ดีจะช่วยให้การสื่อสารของเราเป็นไปอย่างราบรื่น

3. สนทนาอย่างมีประสิทธิภาพ

การติดต่อประสานงานเป็นการสื่อสาร 2 ทาง หลังจากที่เราพูดจบแล้ว สิ่งต่อมาคือการหยุดแล้วสังเกตปฏิกิริยาของคู่สนทนาว่าเขารู้สึกอย่างไร และเข้าใจสิ่งที่เราสื่อสารว่าอย่างไร ในขณะที่คู่สนทนากำลังพูด ควรระมัดระวังการพูดที่จะเป็นการตัดบทสนทนา หรือไม่ใส่ใจฟังสิ่งที่พวกเขากำลังพูดอยู่  ควรตั้งใจฟังคู่สนทนาและเสนอไอเดียหรือความคิดเห็นของเราได้ตามความเหมาะสมเพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเรามีความสนใจในสิ่งที่พวกเขากำลังพูด
หากการสนทนาติดต่อประสานงานจบสิ้นลงแล้ว อย่าลืมที่จะทบทวนว่าสิ่งที่เราสื่อสารนั้นถูกต้องตามที่เราต้องการนำเสนอหรือไม่ คู่สนทนาเข้าใจสิ่งที่เราได้คุยไปหรือไม่ โดยการเปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้ถามคำถาม โดยไม่ควรถามเป็นคำถามปลายปิดที่ให้ตอบว่าใช่หรือไม่ใช่ แต่ให้ถามเป็นคำถามปลายเปิด เช่น คุณมีความคิดเห็นอย่างไร คุณมองว่าไอเดียนี้เป็นอย่างไรบ้าง เป็นต้น

4. ทิ้งท้ายและติดตามผล

วัตถุประสงค์หนึ่งของการติดต่อประสานงานส่วนใหญ่ก็คือ ต้องการให้คู่สนทนาตอบตกลงหรือคล้อยตามในสิ่งที่เรากำลังนำเสนอ แน่นอนว่าการตอบตกลงย่อมเป็นสิ่งที่เราต้องการ แต่ถ้าหากคู่สนทนายังไม่ได้ตัดสินใจในทันที อย่าลืมที่จะเสนออะไรบางอย่างหรือทิ้งท้ายให้พวกเขาได้นำเรื่องที่พูดคุยในวันนี้กลับไปคิด ไม่ว่าจะเป็นการบอกถึงผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับ โอกาสที่พวกเขาจะได้รับ หรือเสนอให้คู่สนทนารู้ว่าสิ่งที่เรานำเสนอหรือพูดคุยนั้นจะช่วยแก้ไขปัญหาที่พวกเขากำลังเจออยู่ได้อย่างไร สุดท้ายอย่าลืมที่จะขอติดตามผลการพูดคุยและแจ้งข้อมูลการติดต่อเราให้พวกเขาทราบ
แม้จะไม่มีอะไรที่สามารถการันตีได้ว่าการสื่อสารติดต่อประสานงานจะประสบความสำเร็จในทุกครั้ง แต่การเข้าใจคู่สนทนา ให้เกียรติคู่สนทนาย่อมทำให้ก่อเกิดมิตรภาพที่ดีระหว่างเรากับคู่สนทนา จนอาจส่งผลให้การติดต่อของเราประสบความสำเร็จในที่สุด
Liu-content

เทคนิคเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร

ฝึกฝนทักษะการฟังของเรา ด้วยการฟังอย่างตั้งใจและพยายามจับประเด็นจากการพูดให้ได้ รวมไปถึงเข้าใจสิ่งที่คู่สนทนาต้องการ การฟังเยอะ อ่านเยอะ สังเกตเยอะ จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาทักษะทางการสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว
เรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น โดยการเปิดใจให้กว้างและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นอยู่เสมอ นักสื่อสารที่ดีคือผู้ที่สามารถสร้างจุดร่วมระหว่างความแตกต่างได้ ส่วนนักการสื่อสารที่ไม่ดีคือผู้ที่ยัดเยียดความคิดของตัวเองให้ผู้อื่นแต่เพียงฝ่ายเดียว
ระมัดระวังที่จะพูดในเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจของคู่สนทนา เพราะหากเราผู้อะไรที่ทำให้คู่สนทนาเกิดความไม่พอใจ นั่นย่อมส่งผลให้การติดต่อประสานงานครั้งนี้ของเราไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
เข้าร่วมอบรมหรืองานสัมมนาที่จะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะในด้านการสื่อสาร หรือแม้แต่การร่วมกิจกรรมต่างๆในสังคมหรือชุมชนอยู่เสมอ เพราะการพบปะผู้คนบ่อยๆ  จะช่วยให้เรามีทักษะและประสบการณ์ในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น
เมื่อเราสละเวลาให้กับการฝึกฝนตามวิธีการเหล่านี้ มันจะเป็นการเปิดโอกาสให้เรากลายเป็นนักสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ สามารถประสานงานและสร้างความสัมพันธ์ทั้งกับคนในองค์กรและคนนอกองค์กร คู่ค้า และผู้ร่วมธุรกิจหรือแม้แต่ลูกค้าของเรา นอกจากนั้นการที่เรามีทักษะการสื่อสารที่ดียังช่วยให้เรามีความพัฒนามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านหน้าที่การงาน หรือแม้แต่สร้างความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวของเราเอง

ขอขอบคุณแหล่งที่มาโดย:

เส้นด้าย สีรุ้ง – ทีมงานตลาดปัญญา









โปรแกรมบริหารงานซ่อมบำรุง ที่ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น


วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

“เก่งคน” สำเร็จได้ไม่แพ้ “เก่งงาน”

                 โดยทั่วไปความสาเร็จทางอาชีพการงานมักเชื่อมโยงเข้ากับความรู้ ทักษะ หรือประสบการณ์การทำงานอยู่เสมอ ปัจจัยอื่นที่มีบทบาทสาคัญในการทำงานมักถูกละเลย ถ้าหากคุณทำงานในองค์กรที่พร้อมจะมอบความก้าวหน้าในอาชีพให้กับคน”เก่งงาน”เช่นคุณ คุณสามารถมั่นใจได้ว่าหนทางสู่ความสำเร็จในหน้าที่การงานนั้นอยู่ตรงหน้าคุณแล้วแต่อาจไม่ใช่ทุกคนที่พบกับความโชคดีนั้น ถึงเวลาแล้วที่จะมองหาช่องทางในการพัฒนาการทำงานของคุณเพื่อก้าวไปสู่ความสาเร็จ
Soft skill คืออะไร
                  Soft Skill ซึ่งในที่นี้แทนด้วยคาว่า “เก่งคน” หมายถึง การมีทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น อาทิ การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะในการแก้ไขปัญหา ภาวะความเป็นผู้นำ การสร้างความสัมพันธ์ในทีมงาน ความยืดหยุ่น การมีพลังในตนเอง ทัศนคติเชิงบวก ความมีมนุษยสัมพันธ์ รวมถึงความสมัครใจเรียนรู้สิ่งใหม่


  คุณเริ่มพิจารณา Soft skill ของคุณเพื่อนาไปใช้ในการสมัครงานหรือยัง? ทั้งนี้ Soft skill เพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการสมัครงานได้ อเด็คโก้แนะนาให้คุณปรับใช้ Soft skill ของคุณร่วมกับความรู้ ความสามารถอื่นที่คุณมีอยู่จึงจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสมัครงาน Soft skill มีบทบาทสาคัญอย่างมากในทุกองค์กรและทุกความสำเร็จ ทักษะเหล่านี้จะส่งผลให้คุณโดดเด่นกว่าผู้สมัครงานผู้อื่นที่มีคุณสมบัติเทียบเท่าหรือสูงกว่าคุณ นอกจากนี้ทักษะนี้ยังสามารถปรับใช้ได้กับทุกสายอาชีพ


ทุกคนมี Soft Skill หรือไม่
Soft skill เป็นพฤติกรรมเฉพาะที่แต่ละบุคคลมีอยู่ บางคนอาจมีทักษะที่ดีเลิศและสามารถนำไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ เช่น ทักษะในการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว ทักษะการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ หรือ ความสามารถในการควบคุมและได้รับการนับถือจากผู้บริหาร
ทักษะดังกล่าวนั้นไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้ หากแต่เกิดจากการพัฒนาและฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง อาทิ ทักษะในการแก้ไขปัญหา บางคนสามารถจัดการกับปัญหาได้เป็นอย่างดี สามารถหาทางแก้ไขกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย ในขณะที่บางคนอาจรู้สึกเป็นเรื่องยากลำบาก ดังนั้นการพัฒนาทักษะในการแก้ไขปัญหา คุณจำเป็นต้องเรียนรู้มากยิ่งขึ้นในเรื่องการแก้ปัญหา คุณอาจเข้าร่วมสัมมนาหัวข้อการมองปัญหาหลากหลายแง่มุมและฝึกฝนให้คุณเรียนรู้ด้วยตนเอง


ความโดดเด่น
ผู้ที่มองหางานที่เต็มไปด้วยคุณสมบัติด้านการศึกษาและประสบการณ์การทำงานมีจำนวนมาก แต่การมองหาผู้สมัครงานที่มี Soft skill กลับตรงกันข้าม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องยาก ราวกับการงมเข็มในมหาสมุทรเลยทีเดียว แม้ว่านายจ้างส่วนใหญ่ไม่ได้ระบุถึง Soft skill ในการประกาศสมัครงาน แต่พวกเขาคาดหวังและมองหา Soft skill ในตัวผู้สมัครงานอย่างแน่นอน หลายองค์กรเลือกที่จะจ้างบุคลากรที่มีระดับ Soft skill สูง มากกว่าการคัดเลือกจากคุณสมบัติเรื่องความรู้ ความสามารถเป็นหลัก บางองค์กรจัดโครงการฝึกฝน พัฒนา Soft skill ของผู้สมัครงานเพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งงาน ซึ่งเป็นสิ่งนอกเหนือจากการคัดเลือกผู้ที่มีทักษะหลักที่เกี่ยวกับงานและเป็นประโยชน์แก่องค์กร


มุ่งสู่หนทางที่สูงขึ้นหากคุณมีคุณสมบัติเหล่านี้แล้ว จงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเตรียมตัวคุณให้พร้อมสู่ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว


Soft skill แบบใดที่เหมาะสมต่อการทำงาน?
ไม่มีคำว่า ถูก หรือ ผิด สำหรับทักษะนี้ เพียงแต่อาจมีทักษะบางอย่างที่นายจ้างมองหาในผู้สมัครงาน ตัวอย่างเช่น
• การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทักษะนี้จะช่วยลดความเข้าใจผิดในการสื่อสาร ลดความขัดแย้ง อีกทั้งช่วยให้การทำงานราบรื่นยิ่งขึ้น


 ภาวะผู้นำถึงแม้คุณจะสามารถพัฒนาทักษะในการจัดการและความเป็นผู้นำขึ้นมาเองเมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นในอนาคต แต่หากขณะนี้นายจ้างเล็งเห็นว่า คุณมีศักยภาพนี้อยู่แล้ว คุณอาจได้รับโอกาสในการทำงานที่สาคัญ


• การแก้ไขปัญหาหากคุณมีทักษะในการแก้ไขปัญหาซึ่งเป็นทักษะที่สาคัญมากอย่างหนึ่ง คุณมั่นใจได้ว่าจะไม่มีสิ่งใดขัดขวางคุณได้ เมื่อใดที่คุณเจออุปสรรค คุณจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างรวดเร็ว และยังเป็นการรักษาเวลาไว้เพื่อทำงานอื่นได้อีกด้วย



แห่งที่มาบทความ : Adecco Group Thailand
แหล่งที่มาของภาพ : www.s3executivepayments.com









โปรแกรมบริหารงานซ่อมบำรุง ที่ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น



วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2559

การดูแลและบำรุงรักษาหม้อไอน้ำ ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก

 ข้อแนะนำที่จะปรากฏต่อไปนี้ในบทความ จะเป็นแนวทางการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive maintenance) สำหรับหม้อไอน้ำที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ 1. บทนำ     บทความนี้จะนำเสนอแนวทางการปฏิบัติงานสำหรับผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับหม้อไอน้ำ  อนึ่งผู้ที่จะทำงานเกี่ยวข้องกับหม้อไอน้ำจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ประกอบด้วย กล่าวคือ
     * ได้รับการอบรมอย่างเหมาะสมสำหรับการปฏิบัติงานกับหม้อไอน้ำ
     * มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับหม้อไอน้ำเป็นอย่างดี
     * มีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ต่างๆ
     * มีความขยันหมั่นเพียรที่จะปฏิบัติงานให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี
   
2. การทำงานกับหม้อไอน้ำ
 2.1 การดูแลรักษาหม้อไอน้ำ

 1. มีความรู้ที่ดีพอสำหรับหม้อไอน้ำและอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ ที่ทำงานสนับสนุนหม้อไอน้ำ ควรขอ manual, drawing และข้อมูลที่จำเป็นอื่นๆ จากผู้ผลิต หรือผู้ติดตั้ง เก็บข้อมูลเหล่านั้นไว้ในสถานที่ที่สามารถหยิบใช้ได้สะดวก ฝึกอบรมพนักงานให้มีความเข้าใจข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับหม้อไอน้ำ และควรฝึกให้เปิด manual ทุกครั้งที่เกิดปัญหาขึ้นระหว่างการปฏิบัติงานกับหม้อไอน้ำ
 2. บันทึกข้อมูลต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และควรจำแนกอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องการการบำรุงรักษาออกมาเป็นหัวข้ออาจจะเขียนใน Index card หรือเก็บไว้ในฐานข้อมูลของคอมพิวเตอร์ หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือควรทำประวัติเครื่องจักรอย่างละเอียดนั่นเอง
 3. ควรสร้างแผนการดูแล แผนการบำรุงรักษาในแต่ละช่วงเวลาตั้งแต่ การบำรุงรักษารายวัน, สัปดาห์, เดือน, ครึ่งปี และ 1 ปี ว่าจะต้องทำอะไรบ้าง ควรจำแนกออกมาให้ชัดเจน
 4. ควรออกแบบ log sheet หรือ check sheet  ที่ใช้สำหรับบันทึกข้อมูลการตรวจสอบหม้อไอน้ำและอุปกรณ์ประกอบในแต่ละช่วงเวลา ตามที่ได้เขียนแผนเอาไว้แล้วว่าจะทำอะไรบ้าง อนึ่ง log sheet ที่จะออกแบบนี้จะต้องสื่อให้เห็นถึงข้อมูลที่สำคัญที่เกี่ยวกับการทำงานของหม้อไอน้ำ หลังจากออกแบบ และนำไปใช้จริงแล้ว ควรปรับปรุงเรื่อยๆ จนกระทั่งสามารถใช้งานได้ง่ายและสามารถเก็บบันทึกข้อมูลที่สำคัญๆ ได้ครบถ้วนตามที่ต้องการ
 5. ควรเขียน คู่มือการทำงาน (อาจจะเรียกว่า work instruction: WI) ต่างๆ ที่สำคัญสำหรับการทำงานที่เกี่ยวข้องกับหม้อไอน้ำ เช่นคู่มือการเริ่มทำงานสำหรับหม้อไอน้ำ เป็นต้น  คู่มือการทำงานที่ได้เขียนขึ้นทั้งหมด จะทำให้การทำงานเกี่ยวข้องกับหม้อไอน้ำของฝ่ายต่างๆ มีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน และช่วยให้ผู้ที่ไม่มีประสบการณ์หรือไม่มีความรู้ในการทำงานกับหม้อไอน้ำสามารถอ่านทำความเข้าใจ เพื่อช่วยให้การปฏิบัติงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
 6. การทำความสะอาดพื้นที่โดยรอบหม้อไอน้ำ จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอและอย่างเข้มแข็ง  เพื่อทำให้การซ่อมบำรุงและการบำรุงรักษาหม้อไอน้ำเป็นไปด้วยดีและอย่างมีคุณภาพ
 7. ทำความสะอาดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่าให้มีฝุ่นเกาะ เพราะจะส่งผลต่อการควบคุมการทำงานของอุปกรณ์นั้น ให้ทำงานผิดพลาดได้
 8. ต้องมั่นใจว่ามีอากาศสะอาดเพียงพอสำหรับห้องหม้อไอน้ำ เพราะอากาศเป็นส่วนประกอบหนึ่งของการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อไอน้ำ ตัวกรองอากาศต้องหมั่นดูแลทำความสะอาด ในฤดูฝนที่อากาศเย็น อาจจำเป็นต้องติดตั้งเครื่องให้ความร้อน  เพื่อทำให้อากาศมีอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิห้องปกติ (ประมาณ 30 ?C)
 9. บันทึกข้อมูลการใช้เชื้อเพลิงอย่างรัดกุม ซึ่งข้อมูลนี้จะแสดงให้เห็นอาการผิดปกติของหม้อไอน้ำได้ เมื่ออัตราการใช้เชื้อเพลิงเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที
 10. ในขณะที่หม้อไอน้ำหยุดการทำงาน หรืออยู่ในช่วงที่ไม่ได้ใช้งาน ควรปฏิบัติตามเทคนิควิธีที่ปลอดภัยดังต่อไปนี้คือ ปิดการเชื่อมต่อของแหล่งจ่ายพลังงานต่างๆ ที่เข้าสู่หม้อไอน้ำ และปิดสวิตช์ต่างๆ ไปยังตำแหน่ง off หากมีหม้อไอน้ำมากกว่าหนึ่งลูกที่ต่ออยู่กับ header ให้ปิดวาล์วทางเข้าของไอน้ำจากหม้อไอน้ำลูกนั้นๆ อาจจะเพื่อทำการตรวจเช็คหรือเพื่อการซ่อมบำรุงก็ตาม ควรปิด damper ทางออกของแก๊สไอเสียทุกจุด และควรปฏิบัติตาม manual ของหม้อไอน้ำอย่างเคร่งครัด
2.2 ข้อมูลพื้นฐานที่ต้องบันทึก  
      ข้อมูลพื้นฐานของหม้อไอน้ำที่ควรทำการบันทึกเพื่อสะดวกต่อการเรียกหาใช้งาน และเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการออกแบบ Log sheet แบ่งออกกว้างๆ ได้ดังนี้
 1. Name plate ของหม้อไอน้ำและอุปกรณ์ทุกตัวที่ทำงานร่วมกับหม้อไอน้ำ รวมถึงข้อมูลดังต่อไปนี้คือ หมายเลขแสดงรุ่นของหม้อไอน้ำหรืออุปกรณ์ต่างๆ, serial number, ชนิดของเชื้อเพลิง, ความดันที่หม้อไอน้ำสามารถทำได้และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือกล่าวง่ายๆ ว่าเป็นข้อมูลจำเพาะของหม้อไอน้ำนั่นเอง
 2.  ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์, โทรสารของผู้ผลิต จำหน่าย ติดตั้งหม้อไอน้ำ และของผู้จำหน่ายอุปกรณ์ต่างๆ รวมทั้งผู้จำหน่ายเชื้อเพลิง เพื่อสามารถจะสอบถามปัญหาต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

3. การดูแลรักษาหม้อไอน้ำ
3.1 การบำรุงรักษาทุกวัน 1. เช็คระดับน้ำใน Gauge glass หากพบว่าระดับน้ำไม่คงที่ สามารถจะเกิดจากปัญหาต่าง ๆ ได้ เช่น การปนเปื้อนของน้ำมัน, การทำงานเกินตัว (overload) , การทำงานผิดพลาดของระบบควบคุมการจ่ายน้ำ เป็นต้น นอกเหนือจากเช็คระดับน้ำแล้ว จะต้องมั่นใจว่ามีน้ำอยู่ใน gauge glass ทุกครั้งที่ทำการตรวจเช็ค
 2. ทำการ blow down หม้อไอน้ำ โดยจะต้องเป็นไปตามคำแนะนำของที่ปรึกษาทางด้านระบบน้ำป้อน ทุกครั้งที่ทำการ blow down จะต้องมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำและส่วนประกอบทางเคมีด้วย
 3. ตรวจสอบการเผาไหม้ด้วยสายตา โดยการดูลักษณะของเปลวไฟ หากลักษณะของเปลวไฟเปลี่ยนแปลงไป แสดงว่าต้องมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว จะต้องทำการสืบหาต้นเหตุของปัญหาต่อไป
 4. ปรับสภาพน้ำให้เป็นไปตามโปรแกรมที่ตั้งเอาไว้ และต้องมีการสุ่มตรวจเช็คทุกวัน
 5. บันทึกความดันหรืออุณหภูมิของน้ำในหม้อไอน้ำ (อาจจะบันทึกมากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งวัน) เพราะค่าทั้งสองหากเปลี่ยนแปลงไปจากปกติหรือค่าที่ตั้งเอาไว้ แสดงว่าต้องเกิดความผิดปกติกับหม้อไอน้ำ
 6. บันทึกอุณหภูมิและความดันของน้ำป้อน หากอุณหภูมิและความดันมีค่าเปลี่ยนแปลงไป แสดงว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นในกระบวนการทำงาน เช่น ปั๊มน้ำป้อน เป็นต้น
 7. บันทึกอุณหภูมิของปล่องไอเสีย หากอุณหภูมิของปล่องไอเสียเปลี่ยนแปลงไป แสดงว่าปล่องไอเสียมีเขม่าจับเยอะ, มีหินปูนเกาะภายในหม้อไอน้ำ, เกิดปัญหากับอิฐทนไฟหุ้มหม้อไอน้ำ เป็นต้น
 8. บันทึกอุณหภูมิและความดันของน้ำมันเชื้อเพลิง (หม้อไอน้ำที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง) การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความดัน จะส่งผลต่อการเผาไหม้ โดยปัญหาอาจจะเกิดจาก oil heater หรือ oil regulator
 9. บันทึกความดันของ oil atomizer เพราะการเปลี่ยนแปลงของความดันจะส่งผลกระทบต่อการเผาไหม้ของหม้อไอน้ำ
 10. บันทึกค่าความดันของแก๊ส (หม้อไอน้ำที่ใช้แก๊สเป็นเชื้อเพลิง) การเปลี่ยนแปลงของความดัน จะส่งผลต่อการเผาไหม้ โดยปัญหาอาจจะเกิดจากระบบการจ่ายแก๊ส
 11. เช็คการทำงานโดยทั่วๆ ไปของหม้อไอน้ำและระบบการเผาไหม้ พยายามให้การทำงานอยู่ที่ระดับประสิทธิภาพสูงสุดอยู่เสมอ  หากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ต้องตอบให้ได้ว่าเพราะอะไร และจะส่งผลต่ออะไรบ้าง
 12. บันทึกอุณหภูมิของไอน้ำที่ผลิตได้และน้ำที่กลับสู่หม้อไอน้ำ เพื่อเป็นการเผ้าระวังการทำงานของหม้อไอน้ำ
 13. บันทึกปริมาณการเติมน้ำเข้าสู่หม้อไอน้ำ หากปริมาณการเติมน้ำมากเกินไป แสดงว่าเกิดปัญหาขึ้นภายในระบบ ต้องรีบหาต้นตอของปัญหาและรีบแก้ไข
 14. เช็คการทำงานของอุปกรณ์เสริมต่างๆ ให้เป็นไปตามที่ควรจะเป็น (หมายถึงว่าจะต้องทำงานได้ตาม Spec ที่อุปกรณ์นั้นๆ ถูกตั้งค่าเอาไว้) เพราะการทำงานที่ผิดปกติของอุปกรณ์เสริมอื่นๆ สามารถทำให้หม้อไอน้ำเกิดปัญหาขึ้นได้
3.2 การบำรุงรักษาทุกสัปดาห์
 1. ตรวจสอบว่าวาล์วของท่อจ่ายเชื้อเพลิงแน่นสนิทดีหรือไม่ ตรวจสอบเพื่อความมั่นใจว่าหากหม้อไอน้ำหยุดการใช้งานจะไม่มีเชื้อเพลิงรั่วไหลจากวาล์วได้
 2. ตรวจสอบรอยต่อ หรือ หน้าแปลนที่ยึดท่อ ต่างๆ ให้มั่นใจได้ว่าสกรูขันแน่นสนิทดี ไม่มีการรั่วไหลของเชื้อเพลิงหรืออากาศออกมาตามหน้าแปลนเหล่านั้น
 3. ตรวจสอบการทำงานของไฟส่องสว่างฉุกเฉินและสัญญาณเตือน ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นในห้องหม้อไอน้ำ ว่ายังทำงานปกติดีอยู่หรือไม่  ตรวจสอบไฟสัญญาณทุกหลอดและสัญญาณเตือนอื่นๆ ที่จะต้องทำงานสัมพันธ์กับหม้อไอน้ำ ว่ายังทำงานปกติดีอยู่หรือไม่
 4. ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ควบคุมว่ายังทำงานตามค่า set point ที่ได้ตั้งเอาไว้หรือไม่ และควรทวนสอบการทำงานของเกจวัดความดันและอุณหภูมิของหม้อไอน้ำว่ายังแสดงค่าที่ถูกต้องอยู่หรือไม่
 5. ตรวจสอบอุปกรณ์ทางด้านความปลอดภัยและ Interlock เพื่อความแน่ใจได้ว่าหากเกิดเหตุผิดปกติกับหม้อไอน้ำ อุปกรณ์ทางด้านความปลอดภัยและ interlock จะยังทำงานได้ตามปกติ
 6. ตรวจสอบการทำงานของอุปกรณ์ควบคุมระดับน้ำ
 7. ตรวจสอบการรั่ว, เสียงดัง, การสั่นสะเทือน และ การทำงานอื่นๆ ที่ผิดไปจากปกติ เป็นต้น เนื่องจากหากทำการตรวจสอบเป็นประจำแล้วจะทราบได้ทันทีว่าหม้อไอน้ำทำงานผิดปกติ ซึ่งจะได้รีบดำเนินการแก้ไขต่อไป ก่อนที่จะลุกลามเป็นปัญหาใหญ่โต
 8. ตรวจสอบการทำงานของมอเตอร์ขับทุกตัวที่ทำงานเกี่ยวข้องกับหม้อไอน้ำ เช่น ฟังเสียง  ตรวจเช็คอุณหภูมิของมอเตอร์  ดูการสั่นสะเทือน หากผิดปกติจะต้องรีบดำเนินการแก้ไข
 9. ตรวจสอบระดับของน้ำมันหล่อลื่นของอุปกรณ์ทุกตัวตามที่คู่มือกำหนดเอาไว้ ว่ายังมีปริมาณที่เพียงพอสำหรับการใช้งานหรือไม่
 10. ตรวจสอบ gauge glass เพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีรอยแตกร้าวขึ้น และต้องไม่มีรอยรั่วโดยรอบ
3.3 การบำรุงรักษาทุกเดือน
 1. ตรวจสอบการทำงานของ burner โดยดูจากลักษณะของเปลวไฟที่เผาไหม้ และอื่นๆ ตามที่คู่มือระบุ
 2. วิเคราะห์การเผาไหม้ โดยทำการสุ่มวิเคราะห์จากแก๊สไอเสีย และจะต้องทำการเปรียบเทียบผลการวิเคราะห์กับเดือนที่ผ่านมา ว่าผลเป็นอย่างไร การเผาไหม้ปกติดี เหมือนเดิม หรือไม่ปกติ จะได้รีบดำเนินการหาสาเหตุและแก้ไขต่อไป
 3. ตรวจสอบท่อไอเสีย ไม่ให้มีรอยรั่ว มิฉะนั้นจะมีแก๊สไอเสียรั่วไหลเข้ามาภายในห้องหม้อไอน้ำได้
 4. ตรวจสอบจุดที่ร้อนผิดปกติ  บริเวณเปลือกหม้อไอน้ำโดยรอบ ซึ่งหากเจอจุดที่ร้อนผิดปกติอาจจะเกิดจากผนังอิฐทนไฟภายในแตกร้าว เป็นต้น  จะต้องรีบดำเนินการหาสาเหตุและแก้ไข
 5. ตรวจสอบน้ำที่ใช้กับหม้อไอน้ำ ว่าได้ผ่านการปรับปรุงคุณภาพน้ำมาหรือยัง และคุณภาพน้ำมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
 6. ตรวจสอบว่ามีปริมาณอากาศที่เพียงพอสำหรับการเผาไหม้ โดยดูจากพื้นที่โดยรอบห้องหม้อไอน้ำที่จะต้องโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก
 7. ตรวจสอบตัวกรองต่างๆ ทำความสะอาดหรือหากจำเป็นก็เปลี่ยนเมื่อถึงอายุการใช้งาน
 8. ตรวจสอบระบบการจ่ายเชื้อเพลิง พร้อมอุปกรณ์ประกอบอื่นๆ เช่น ปั๊มจ่ายเชื้อเพลิง, เกจวัดต่างๆ เป็นต้น ว่ามีการทำงานผิดปกติไปบ้างหรือไม่
 9. ตรวจสอบสายพานขับอุปกรณ์ต่างๆ ว่ายังอยู่ในสภาพที่ยังใช้งานได้อยู่ และเช็คความตึงหย่อนของสายพานว่ายังสามารถใช้งานได้อยู่หรือไม่ หากไม่ตึง ต้องปรับตั้งให้กลับสู่สภาพพร้อมใช้งาน
 10. ตรวจสอบการหล่อลื่น bearing ของอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีการหมุนว่ามีปริมาณจารบีเพียงพอหรือไม่ bearing มีการทำงานผิดปกติหรือไม่ มีเสียงดังหรือไม่ หากมีต้องรีบดำเนินการแก้ไข เช่นเปลี่ยน bearing ใหม่
3.4 การบำรุงรักษาทุก 6 เดือน 
 1. ทำความสะอาดอุปกรณ์ตัดการทำงานของหม้อไอน้ำ ในกรณีที่มีระดับของน้ำในหม้อไอน้ำต่ำกว่าค่าที่กำหนดเอาไว้  ตรวจสอบว่ามีตะกอน หรือสิ่งสกปรกมาอุดตันในอุปกรณ์ดังกล่าวบ้างหรือไม่ ทำความสะอาดให้หมดและหาสาเหตุว่าความสกปรกเหล่านี้มาจากไหน และแก้ไขปรับปรุงต่อไป
 2. ตรวจสอบการทำงานของเครื่องอุ่นน้ำมันเชื้อเพลิง และตรวจเช็คว่ามีคราบตะกรันหรือสิ่งสกปรกเกาะติดอยู่ภายในเครื่องบ้างหรือไม่
 3. ตรวจซ่อมอิฐทนไฟหรือผนังด้านในของหม้อไอน้ำ ตรวจเช็คว่ามีอิฐหรือผนังหม้อไอน้ำส่วนใดเสียหายให้รีบดำเนินการซ่อม โดยจะต้องเป็นไปตามที่กำหนดเอาไว้ในคู่มือ
 4. ทำความสะอาดปั๊มน้ำมันและไส้กรองน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้มีสิ่งสกปรกอุดตัน อันจะส่งผลให้อัตราการไหลของน้ำมันไม่เป็นไปตามที่ต้องการ
 5. ทำความสะอาด Air cleaner
 6. ตรวจสอบ Alignment ของการหมุนของ coupling ของปั๊ม จะต้องไม่เบี่ยงเบนไปมากกว่าที่คู่มือกำหนดเอาไว้
 7. ปรับตั้งระบบการเผาไหม้ใหม่  ทั้งนี้ก็ต้องทำหลังจากได้มีการตรวจสอบปริมาณของแก๊สต่างๆ ที่มีเหลืออยู่ในไอเสีย โดยจะต้องปรับตั้งการเผาไหม้ให้ค่าอัตราส่วนของแก๊สต่างๆ เป็นไปตามที่คู่มือกำหนดเอาไว้ และควรบันทึกค่าปริมาณแก๊สต่างๆ ในไอเสียอยู่ทุกเดือน เพื่อเป็นข้อมูลเอาไว้เปรียบเทียบ
 8. ตรวจสอบสภาพของ Mercury switch ว่าอยู่ในสภาพที่แตกหักหรือมีรอยร้าวหรือไม่ และปริมาณของ mercury พร่องไปบ้างหรือไม่ จะต้องเติมให้ครบตามปริมาณที่ควรจะเป็น
3.5 การบำรุงรักษาทุกปี 1. ทำความสะอาดผนังด้านที่สัมผัสโดยตรงกับไฟ ด้วยแปรง หรืออุปกรณ์อื่นๆ ตามความเหมาะสม เพื่อขจัดคราบและเขม่าสกปรก หลังจากล้างทำความสะอาดแล้ว ให้ฉีดด้วยน้ำยาป้องกันการกัดกร่อน
 2. ตรวจสอบสภาพของปล่องไอเสีย พร้อมทำความสะอาด
 3. ตรวจสอบสภาพของถังบรรจุน้ำมัน และตรวจดูว่ามีน้ำอยู่ภายในถังหรือไม่ ควรเติมน้ำมันให้เต็มถังเสมอ เพื่อป้องกันการกลั่นตัวเป็นหยดน้ำภายในถัง
 4. ตรวจเช็ควาล์วต่างๆ ไม่ควรให้มีการรั่วซึมของของเหลวได้
 5. ตรวจเช็ค Gauge glass ว่าอยู่ในสภาพที่ยังใช้งานได้ หรือควรเปลี่ยนใหม่แล้ว
 6. ตรวจสอบการทำงานของ Safety valve หากไม่มั่นใจควรเปลี่ยนใหม่ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานเสมอ
 7. หากเป็นกรณีหม้อไอน้ำที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ควรตรวจสอบสภาพของปั๊มน้ำมัน ว่าอยู่ในสภาพการทำงานอย่างไร ควรตรวจซ่อมประจำปีปั๊มน้ำมันตามคู่มือที่ระบุเอาไว้
 8. ตรวจสอบสภาพและการทำงานของปั๊มน้ำป้อนหม้อไอน้ำ ให้อยู่ในสภาพที่ดีพร้อมใช้งาน
 9.ทำความสะอาด Condensate receiver และตรวจสอบสภาพโดยทั่วไปของ receiver ด้วย
 10. กวดขันน็อตยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้แน่น
สรุป การใช้งานหม้อไอน้ำให้อยู่ในสภาพที่ดีตลอดเวลา จำเป็นต้องมีมาตรการ ทั้งในด้านของการตรวจเช็ค ตรวจสภาพ การเปลี่ยน และการซ่อม ในแต่ละช่วงเวลาของการทำงานเช่น ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุก6เดือน และทุกปี  อนึ่งจากสิ่งที่ได้แนะนำไปนั้นเป็นเพียงแนวทางกว้างๆ อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านควรอ้างอิงจากคู่มือของหม้อไอน้ำ ที่มีมาคู่กับการติดตั้งหม้อไอน้ำ ตามที่ผู้ผลิตได้แนะนำเอาไว้ เป็นแนวในทางปฏิบัติอย่างจริงจัง อันจะนำไปสู่การใช้งานที่ยืนนานของหม้อไอน้ำและใช้งานได้อย่างปลอดภัย
 
อ.บัญญัติ  นิยมวาส
คณะวิชาเครื่องกล  สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล  วิทยาเขตภาคใต้
MECHANICAL TECHNOLOGY JANUARY 2005










โปรแกรมบริหารงานซ่อมบำรุง ที่ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น







วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559

วงจรชีวิตของเครื่องจักรและอุปกรณ์


   เครื่องจักรและอุปกรณ์มีการเริ่มต้นและสิ้นสุดเช่นเดียวกับมนุษย์และสัตว์ที่มีการเกิดและตายซึ่งเรียกว่าวงจรชีวิต สำหรับวงจรชีวิตของเครื่องจักรและอุปกรณ์นิยมแบ่งออกเป็นช่วงหรือระยะตามขั้นตอนของการปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆ สำหรับวงจรชีวิตของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่นำมาใช้ในการผลิตหรือในโรงงานอุตสาหกรรมนิยมที่จะแบ่งออกเป็น 7 ระยะ โดยมีรายละเอียดของระยะต่างๆและการนำเอาการใช้งานและการบำรุงรักษามาร่วมพิจารณาในแต่ละระยะดังต่อไปนี้คือ 

1. ความต้องการหรือความคิด เป็นระยะเริ่มต้นของเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยเริ่มจากมีความต้องการหรือความคิดที่จะสร้างเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้ในการผลิต ซึ่งมักจะเป็นความต้องการหรือความคิดกว้างๆว่าจะสร้างเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อนำไปใช้ทำอะไรในกระบวนการผลิตสินค้าที่กำหนด จึงยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาการใช้งานและการบำรุงรักษามาร่วมพิจารณาในระยะนี้

2. การกำหนดรายละเอียด เป็นระยะที่นำเอาความต้องการหรือความคิดในระยะแรกมากำหนดรายละเอียดต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านเทคนิคและด้านอื่นๆ เช่น การกำหนดขนาดกำลังผลิต การกำหนดกรรมวิธีที่จะนำมาใช้ การกำหนดวงเงินค่าใช้จ่าย และการกำหนดแผนการดำเนินงาน เป็นต้น ซึ่งในระยะนี้ควรจะพิจารณาถึงการใช้งานและการบำรุงรักษาของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จะสร้างขึ้นด้วยว่าจะต้องมีการควบคุมการใช้งานและการบำรุงรักษาอย่างไร การนำเอาการใช้งานและการบำรุงรักษามาพิจารณาตั้งแต่ระยะต้นๆของวงจรชีวิตของเครื่องจักรและอุปกรณ์นี้ จะทำให้ค่าใช้จ่ายวงจรชีวิต ( life cycle cost, LCC ) หรือค่าใช้จ่ายตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ ต่ำกว่าการนำเอาการใช้งานและการบำรุงรักษามาพิจารณาในระยะหลังๆของวงจรชีวิต ทั้งนี้เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแก้ไขเครื่องจักรและอุปกรณ์ในช่วงระยะต่างๆของวงจรชีวิตจะไม่เท่ากัน เช่น การปรับปรุงแก้ไขในช่วงระยะของการกำหนดรายละเอียดหรือออกแบบจะถูกกว่าการปรับปรุงแก้ไขเมื่อได้สร้างเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นแล้ว เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีราคาถูกมักไม่ได้คำนึงถึงการใช้งานและการบำรุงรักษาในระยะต้นๆก็จะมีการชำรุดเสียหายมากเมื่อนำมาใช้งาน ซึ่งก็จะเป็นผลให้มีค่าใช้จ่ายวงจรชีวิตสูงกว่าเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่มีราคาแพงกว่าแต่ได้มีการนำเอาการใช้งานและการบำรุงรักษามาร่วมพิจารณาตั้งแต่ระยะต้นๆ

3. การออกแบบ เป็นระยะของการออกแบบชิ้นส่วนต่างๆของเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อนำมาประกอบให้ได้เครื่องจักรและอุปกรณ์ตามรายละเอียดทั้งหมดที่ได้กำหนดไว้ในระยะที่ 2 ซึ่งจะรวมการพิจารณาถึงประเด็นต่างๆที่เกี่ยวข้องด้วย ได้แก่ กรรมวิธีการผลิต และแหล่งภายนอกที่จะจัดหาชิ้นส่วนแต่ละชิ้น เป็นต้น และในช่วงระยะของการออกแบบนี้จะต้องนำเอาการบำรุงรักษามาพิจารณาในรายละเอียดเพื่อเลือกรูปแบบของการบำรุงรักษาที่จะทำให้ค่าใช้จ่ายวงจรชีวิตต่ำที่สุด

4. การสร้างหรือการผลิต เป็นระยะของการเอาแบบของชิ้นส่วนต่างๆที่ได้ออกแบบไว้ในระยะที่ 3 มาผลิตหรือจัดหาจากแหล่งภายนอก แล้วนำเอามาประกอบเข้าเป็นเครื่องจักรและอุปกรณ์ รวมทั้งการนำเอาเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ได้ประกอบแล้วมาตรวจและทดสอบ ซึ่งในระยะนี้จะต้องมีการควบคุมคุณภาพของชิ้นส่วนที่ได้ผลิตหรือจัดหามาแต่ละชิ้น รวมถึงเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ได้ประกอบแล้วให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ได้ระบุไว้ในแบบ ซึ่งคุณภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์นี้จะมีผลโดยตรงต่อการใช้งานและการบำรุงรักษา

5. การติดตั้งและการทดลองเดินเครื่อง เป็นระยะของการนำเอาเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ได้สร้างหรือผลิตโดยผู้ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้วไปติดตั้งในสถานที่หรือโรงงานของผู้ประกอบการ และหลังจากการติดตั้งแล้วก็จะต้องมีการทดลองเดินเครื่องจักรและอุปกรณ์ดังกล่าวด้วยว่าสามารถทำงานได้ตามกำหนดหรือไม่ ซึ่งในช่วงนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจว่าการติดตั้งนั้นได้กระทำอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์  และการทดลองเดินเครื่องก็จะต้องดำเนินการแก้ไขจนกว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ( ถ้ามี ) หมดไป หรือจนกว่าจะแน่ใจว่าจะไม่มีปัญหาเกิดขึ้น รวมทั้งจะต้องตรวจสอบความต้องการในการบำรุงรักษาที่แนะนำหรือกำหนดโดยผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์สามารถปฏิบัติตามได้ทุกประการ

6. การใช้งานและการบำรุงรักษา เป็นระยะของการเดินเครื่องจักรและอุปกรณ์เพื่อทำการผลิตสินค้า และในเวลาเดียวกันก็จะต้องทำการบำรุงรักษาตามกำหนดอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆหมดอายุการใช้งาน ซึ่งอายุการใช้งานของเครื่องจักรและอุปกรณ์จะมีอยู่ 2 ลักษณะคือ อายุการใช้งานทางเทคนิค ( technical life ) หมายถึงอายุการใช้งานของเครื่องจักรและอุปกรณ์ตั้งแต่เริ่มการใช้งานจนกระทั่งสึกหรอหรือเสื่อมสภาพและไม่สามารถใช้งานได้อีกต่อไปได้อีก และอายุการใช้งานที่ประหยัดที่สุด ( economic life ) หมายถึงอายุการใช้งานที่เครื่องจักรและอุปกรณ์สามารถทำงานได้โดยมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดถูกที่สุด โดยทั่วไปแล้วเมื่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ครบอายุการใช้งานที่ประหยัดที่สุด เครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นมักยังคงอยู่ในสภาพที่สามารถทำงานได้ แต่ถ้าใช้ไปก็จะไม่คุ้มค่าใช้จ่าย

7. การเลิกใช้งาน เป็นระยะสุดท้ายของเครื่องจักรและอุปกรณ์เกิดขึ้นเมื่อเครื่องจักรและอุปกรณ์หมดสภาพการใช้งาน ซึ่งอาจเป็นการหมดสภาพการใช้งานทางเทคนิค คือมีการสึกหรอ เสื่อมสภาพ หรือชำรุดเสียหายจนใช้งานไม่ได้ หรือหมดสภาพทางเศรษฐศาสตร์ คือการใช้งานมาจนครบอายุการใช้งานที่ประหยัดที่สุด และถ้ามีความจำเป็นที่จะต้องใช้เครื่องจักรและอุปกรณ์ประเภทเดิมอีกก็จะต้องมีการจัดหามาทดแทน โดยควรนำเอาปัญหาของการใช้งานและการบำรุงรักษาที่เกิดขึ้นกับเครื่องจักรและอุปกรณ์เดิมมาร่วมพิจารณาในการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ใหม่ที่จะนำมาใช้ทดแทนด้วย

     ในกรณีที่ผู้ประกอบการโรงงานไม่ได้เป็นผู้สร้างหรือผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์เอง อาจพิจารณาเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่จัดหามาใช้ในโรงงานโดยกำหนดให้ระยะเริ่มต้นของวงจรชีวิตเป็นระยะการกำหนดรายละเอียดข้อกำหนดของเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ต้องการใช้ในกระบวนการผลิต ซึ่งก็ควรนำเอาการบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์มาร่วมพิจารณาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นนี้เลย และถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะระบุรายละเอียดของการบำรุงรักษาที่ต้องการไว้เป็นส่วนหนึ่งของรายละเอียดข้อกำหนด (Specifications) ของเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆด้วย เมื่อได้จัดทำรายละเอียดข้อกำหนดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็จะจะเป็นการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ตามรายละเอียอที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งการจัดหามักจะสามารถเลือกเครื่องจักรและอุปกรณ์ประเภทและชนิดเดียวกันได้จากผู้ผลิตหลายราย ในการเลือกเครื่องจักรและอุปกรณ์จากผู้ผลิตรายใดนั้น      นิยมที่จะใช้การเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายวงจรชีวิตเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ     โดยค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาจะเป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้

     วงจรชีวิตดังกล่าว หลังจากได้ตกลงที่จะเลือกเครื่องจักรและอุปกรณ์จากผู้ผลิตรายใดแล้วก็จะเป็นระยะของการติดตั้งและทดลองเดินเครื่อง ซึ่งมักเป็นหน้าที่ความรับผิคชอบของผู้ผลิตเครื่องจักรและอุปกรณ์นั้นๆ  ในกรณีนี้ผู้ประกอบการโรงงานที่อยู่ในฐานะผู้ใช้ก็จะต้องควบคุมการติดตั้งและทดลองเดินเครื่องอย่างละเอียด รวมทั้งต้องให้แน่ใจว่าการทำงานของเครื่องจักรและอุปกรณ์เป็นไปตามข้อกำหนดทุกประการ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังในขณะการใช้งาน เมื่อการติดตั้งและทดลองเดินเครื่องเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะเป็นการใช้งานและบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์ดังกล่าวตลอดอายุการใช้งาน และเมื่อหมดอายุการใช้งานก็จะเป็นการเลิกการใช้งานในที่สุด
 
Reference
Implement Team










โปรแกรมบริหารงานซ่อมบำรุง ที่ทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้น